0

BMW R 1250 RT ควบยานพ่อ 2,400 กิโลจาก “กรุงเทพ” ลง “เบตง” ใต้สุดแดนสยาม

มีคนเคยกล่าวไว้ว่าเรื่องขี่รถเที่ยวนั้น “ไปที่ไหนไม่สำคัญ…เท่ากับไปกับใคร” และไม่ว่าทางจะลำบากขนาดไหน ถ้าไปกับคนรู้ใจยังไงมันก็สนุก อันนี้ก็จริงอย่างที่เขาว่า… แต่ถ้าพูดถึงการเดินทางไกลเป็นหลายพันกิโลเมตร อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือการ “เลือกรถที่ใช่” เพราะต่อให้ซี้กันขนาดไหน แต่ถ้าต้องมาจอดรอหรือจำเป็นต้องแวะปั๊มบ่อย ๆ ทริปที่วางแผนไว้คงกร่อยและไม่จอยเป็นแน่แท้

เมื่อไลน์กลุ่มเด้งรัว ๆ บอกให้เตรียมตัวเคลียร์คิวสำหรับทริปบิดข้ามหลายจังหวัดระยะทางไป-กลับกว่า 2,400 กม. ผมก็คิดถึงรถที่ใช่สำหรับการใช้วิ่งจากกรุงเทพฯ ลง เบตง คงไม่มีรุ่นไหนเหมาะไปกว่า BMW R 1250 RT ที่ออกแบบมาเพื่อการขี่ทัวร์โดยเฉพาะ.. “ยานพ่อ” ที่เขาว่ากันว่าขี่ดี เทคโนโลยีจัดเต็มล้ำสมัย วิ่งทางไกลนั่งสบายเหมือนเป็นโซฟาเคลื่อนที่ จะแจ่มสมคำร่ำลือจริงไหม เรามีเส้นทางที่มุ่งสู่ใต้สุดสยาม “เมืองในหมอกและดอกไม้” ที่ห่างจากประเทศมาเลเซียแค่ 7 กม. เป็นเครื่องทดสอบ…

ก่อนออกเดินทาง BMW R 1250 RT รุ่นนี้มีอะไรเด่น?

ต้องออกตัวก่อนว่าครั้งนี้เราไปกันแบบ “ทริปปุ๊บปั๊บทัวร์” จริงๆ เพราะทุกคนนานๆ จะมีวันว่างตรงกันสักที จึงมีแต่เพื่อนๆ ไม่ได้พาทีมงานหรือน้อง ๆ ตากล้องไปด้วย เลยไม่มีภาพขี่สวย ๆ เหมือนในรีวิวปกติของ FastRides แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากเขียนคอลัมน์นี้ขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดความประทับใจทั้งกับการเดินทางในครั้งนี้ และกับ BMW R 1250 RT ซึ่งเป็นรถ Grand Tourer ตัวท็อปของทางค่าย ถือว่ามันเป็นเรื่องราวการเดินทางสนุก ๆ ที่แทรกข้อมูลและความรู้สึกในการขับขี่ของผม โดยบอกเล่าผ่านตัวหนังสือและภาพการไปเยือนยังสถานที่ต่าง ๆ ของพวกเราก็แล้วกันนะครับ

หลังรับรถจาก BMW Barcelona Motor วิภาวดีเสร็จก็ถึงเวลากลับมาเตรียมสัมภาระ 2 คนสำหรับการเดินทาง 6 วัน 5 คืน ซึ่งกล่องข้างของ BMW R 1250 RT ใส่ได้แบบสบาย ๆ เหลือไปมัดท้ายแค่นิดหน่อยเท่านั้น เรื่องของดีไซน์การออกแบบก็ต้องยอมรับว่ารุ่นใหม่เจนนี้ โดยรวมมันมีลุคแบบสปอร์ตโฉบเฉี่ยว น่าขี่มากยิ่งขึ้น ตัวรถมีขนาดที่ยาวและใหญ่สะใจด้วยระยะฐานล้อ 1,485 มม. ซึ่งวางมาเพื่อให้เกิดความเสถียรมั่นคงในทุกสภาพทาง

ทรงรถไม่สูงมากเท่าไหร่นัก ลองขึ้นไปคร่อมทัศวิสัยกว้างไกล ชัดเจนดี น้ำหนักรวมถูกแจกแจงไปด้านหน้ากว่า 65% เพื่อให้การควบคุมมีความสปอร์ต ฉับไว ด้วยเครื่องยนต์ Twin-cylinder Boxer 1,254 ซีซี ที่เสื้อสูบ, ฝาสูบ วางนอนคู่ขนาน พร้อมชุดคลัตช์ และเพลาข้อเหวี่ยง เช่นเดียวกับโช้คหน้า Telelever แกน 37 มม. ที่ใช้กระเดื่องกดกันสะเทือนตัวในแบบสองชั้น ซึ่งวางลาดยาวไปด้านหน้าเช่นกัน เพื่อรับน้ำหนักรวมจากด้านหลังที่จะถ่ายเทมายังด้านหน้าเวลายกคันเร่งหรือใช้เบรกหน้าหนัก ๆ สวนทางกับแฮนด์ที่วางระยะมาให้โน้มเข้าหาตัวผู้ขี่พร้อมก้านแฮนด์ที่ยาว ทำให้เวลาขี่ไม่ต้องก้มหรืองอหลัง นั่งเอนตัวได้อย่างสบาย

 

ชุดเคาริ่งหน้าเพิ่มเหลี่ยมมุมรับกับโคมหน้า LED ดูสปอร์ต ครอบคลุมมาถึงถังน้ำมันขนาดใหญ่ความจุ 25 ลิตร บังลมด้วยชิลด์หน้าปรับไฟฟ้าขนาดใหญ่ เรือนไมล์ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว โอ่อ่าเต็มตาเหมือนถอดมาจากรถยนต์ ขนาบข้างด้วยลำโพงซ้าย-ขวา พร้อมปุ่ม Favorite ที่เป็นคีย์ลัดซึ่งเราสามารถตั้งและกดเพื่อใช้งานฟังก์ชั่นที่ใช้ประจำได้อย่างรวดเร็วทางฝั่งซ้าย เชื่อมต่อด้านท้ายที่แจกแจงน้ำหนักไว้ 45% ด้วยเบาะคนขี่โอบคอดและมีความกระชับ เอาเท้าลงแตะพื้นง่าย ยาวไปจนถึงเบาะคนซ้อนขนาดใหญ่นุ่มนิ่มนั่งสบาย ด้านล่างเป็นสวิงอาร์มแขนเดี่ยวพร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา ขณะที่โช้คหลังเป็น Paralever ช่วงยุบ 136 มม. ทั้งหมดขับให้ R 1250 RT ที่มีโครงสร้างดูใหญ่โตในสายตาคนทั่วไป มีความกระชับ เพรียวและรู้สึกนั่งสบายเกินคาดเมื่อลองคร่อมดูจริง ๆ

เริ่มการเดินทางวันแรก

เตรียมออกจากบ้านแต่เช้าตรู่สู่จุดนัดพบปั๊มปตท. วังมะนาว จังหวัดเพชรบุรี R 1250 RT ตัวนี้เป็นรุ่นท็อปที่กุญแจเป็นแบบ Keyless และเพิ่มออฟชั่นต่างๆ รวมถึงโหมดขับขี่ Dynamic เข้ามาด้วย พอกดปุ่มตรงกลางสั้น ๆ 1 ครั้ง เรือนไมล์ TFT ก็ติดขึ้นทันที โดยเน้นการแสดงผลเป็นแถบรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่บริเวณด้านล่าง ด้านบนเป็นความเร็ว โหมดการขับขี่อยู่ขวาบน และตำแหน่งเกียร์อยู่ขวาล่าง เรียกว่าอ่านง่าย สะอาดสะอ้าน ไม่รกตา ตรงจุดนี้เราสามารถเลือกปรับโหมด และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ต้องการได้เลยผ่านสวิตช์บริเวณแฮนด์ฝั่งซ้าย ก่อนจะทำการสตาร์ทรถ แรก ๆ ปุ่มมันอาจจะดูเหมือน “เยอะไปไหน” แต่ถ้าเรามีเวลานั่งศึกษาซักครู่ก็จะทราบว่าฟังก์ชั่นเขาเยอะ ปุ่มก็เลยต้องแยะ พอใช้ไปจนชินจำได้แล้วว่าต้องกดอันไหนปรับอะไร ก็จะรู้ว่าจริง ๆ มันใช้งานง่ายและสะดวกมาก แต่ตอนนี้เปิดมายังไงไปอย่างนั้น บิดไปให้ถึงจุดรวมพลก่อนค่อยว่ากัน!

ถึงปั๊มปตท. วังมะนาว รอจนทุกคนมารวมตัวกันเรียบร้อย  ก่อนออกสตาร์ทมุ่งสู่ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราชจุดหมายของเราในวันแรก พี่จู๊ด หรือที่ผมเรียกแกเล่น ๆ จนติดปากว่าผู้กำกับ ที่มีทั้ง R 1250 RT และ R 1300 GS ก็เดินเข้ามาแนะนำระบบ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ ที่ต้องบอกว่า R 1250 RT มีครบ ถึงครบมาก  ไม่ว่าจะเป็นโช้คปรับไฟฟ้า Dynamic ESA ระบบความปลอดภัย Dynamic Traction Control DTC, ABS Pro, Hill Start Control Pro และ Dynamic Brake Assistant DBC ที่สำคัญคือมี Adaptive Cruise control ซึ่งเป็นระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติด้วย เรียกว่ามีอะไรให้ลองเล่นเยอะเลยระหว่างทาง

สตาร์ทเครื่องอยู่กับที่เตรียมออกเดินทาง จากโหมด Road ปรับเป็น Dynamic รอบเครื่องเดินเบาแถว ๆ 1,600 รอบ/นาที ก็กระเถิบสูงขึ้นเป็น 1,700-1,750 รอบ ในทันที ระบบกันสะเทือนเองก็มีการปรับตัวตามโหมดที่เลือกให้อัตโนมัติจนรู้สึกว่าโช้คนั้นเฟิร์มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างหนึ่งที่ชอบในตัวของโช้คปรับไฟฟ้า Dynamic ESA ของรุ่นนี้ซึ่งเป็น Next Generation แล้วคือ มันลดความซับซ้อนในการปรับตั้ง แค่ปรับโหมดขับขี่ โช้คก็จะปรับความหนืดตามให้โดยสอดคล้องกับโหมดขับขี่ที่เลือก และสภาวะการขับขี่อัตโนมัติ ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็น load compensation คือเราไม่ต้องเข้าไปเซ็ตว่าขี่คนเดียว ซ้อนสอง หรือมีสัมภาระด้วยอะไรแล้ว เขาจะปรับค่าให้เหมาะสมกับน้ำหนักที่บรรทุกให้เองโดยไม่ต้องเข้าไปเซ็ตอะไรเพิ่มเติมเลย

แวะชิมอาหารทะเลที่อ่าวประจวบฯ กันก่อนยิงยาวเข้าขนอมที่ ร้านฟองเบียร์


มุ่งหน้าสู่ขนอมที่อยู่ห่างไป 626 กม. พร้อมน้ำมันเต็มถัง อย่างหนึ่งที่สังเกตได้คือพอปรับเป็นโหมด Dynamic อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่อยู่ด้านบนขวาของเรือนไมล์จะหายไป ราวกับจะบอกเป็นนัย ๆ ว่าถ้าใจอยากใช้โหมดนี้ก็ไม่ต้องไปแคร์เรื่องความประหยัด ผมเองเคยขี่ R 1250 RT ตัวเจนแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว เรียกว่าก็มีความคุ้นเคยกับรถรุ่นนี้อยู่บ้าง แต่พอมาลองรุ่นใหม่ตัวนี้บอกเลยกำลังเครื่องยนต์มันดีกว่ากันแบบหนังคนละม้วน

ขุมพลัง Twin-cylinder Boxer 1,254 ซีซี มิติกระบอกสูบและช่วงชัก 102.5 x 76 มม. ให้กำลังสูงสุด 136 hp ที่7,750 รอบ/นาที แรงบิด 143 นิวตันเมตร มาที่ 6,250 รอบ/นาที การเป็นเครื่อง Oversquare แน่นอนว่ารอบนั้นต้องมีความจัดจ้าน มาไว แต่เทคโนโลยีสำคัญที่ BMW ใส่เข้าไปและทำให้รถมีแรงบิดที่ติดมือ กดเป็นมาในทุกย่านความเร็วรอบ คือ ระบบควบคุมเพลาลูกเบี้ยวไอดีแบบแปรผัน BMW Shift Cam ที่นอกจากจะทำให้รถมีสมรรถนะที่ดีขึ้นแล้ว ยังส่งกำลังได้นุ่มนวลและประหยัดน้ำมันมากขึ้นด้วย

ในการจราจร R 1250 RT นั้นพลิ้วเกินคาด หน้ารถสูง ทัศนวิสัยดีมองเห็นชัดเจน องศาคอที่วางมา Rake 64.1° และระยะเทรล 116 มม. ทำให้ตัวรถเลี้ยวและสวิงตามช่องจราจรได้อย่างคล่องตัว เรียกว่าถ้าใครเคยขี่รถทรงทัวร์ริ่ง ทรงแอดเวนเจอร์ มาก่อนจะสัมผัสได้ทันทีว่า R 1250 RT นั้นมีคาแรคเตอร์แบบสปอร์ตที่สูงเลยทีเดียวสำหรับรถ Grand Tourer น้ำหนักตัว 279 กก. ยิ่งไปกว่านั้นคือเราแทบไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้เกียร์เลย ในโหมด Dynamic รถมีกำลัง กดคันเร่งแล้วดึงดีตั้งแต่รอบต้น ๆ ลากยาวไปจนถึงรอบปลาย แซงได้ขาดเหลือ ๆ ไม่ต้องลุ้น ขี่มาในเกียร์สูงลดความเร็วตามสภาพการจราจรจนรอบตก พอจังหวะเร่ง ก็สามารถเร่งออกไปได้ทันทีอย่างหมดจดโดยไม่ต้องเชนจ์เกียร์ลง กำลังมาไวนุ่มนวล สมูทและไม่มีตะกุกตะกัก ช่วงล่างก็มีความเฟิร์ม สอดรับกับสมรรถนะแบบสปอร์ต ติดอยู่แค่นิดเดียวคือพอรถมันขี่สนุก เผลอใส่ไปเต็มที่ ต่อให้เบาะนิ่มขนาดไหนแต่ก็ต้องจอดให้คนซ้อนพักยืดเส้นยืดสายบ่อยขึ้นอยู่ดี อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา

RT  สีขาวมุกคู่เหมือนผมในทริปนี้เป็นของ พี่จู๊ด คุณพงศ์พันธ์ เบาะพิเศษนั่งสบายทั้งคนขี่คนซ้อน


ผมเองไม่ค่อยได้บิดลงใต้เท่าไหร่นัก ทริปนี้ถือเป็นครั้งแรกในเวลาหลายปี เลยค่อนข้างประหลาดใจที่พบว่าเส้นลงใต้ของไทยทางดีมาก เข้าถนนเลียบทะเล ขนอม-สิชล ทิวทัศน์สวย ลมเย็น ขี่สบาย ถึงโรงแรมขนอมโกลเด้นบีช นอนพักริมหาด 1 คืนเพื่อมุ่งหน้าสู่เบตงในวันรุ่งขึ้น

วันที่สองขนอม-เบตง

ก่อนออกเดินทางวันที่สองเก็บภาพสมาชิกกันซะหน่อย


เราออกกันตั้งแต่แปดโมงเช้า วันนี้ลองเปลี่ยนไปใช้โหมด Road ที่โช้คนั้นมีการเซ็ตตัวให้นิ่มขึ้น ออกแนวนุ่มหนึบแตกต่างกับโหมด Dynamic อย่างชัดเจน ในโหมดนี้ Fuel Consumption ที่แสดงอัตราสิ้นเปลืองกลับมาแล้วพร้อมโชว์ตัวเลข 18.8 กม./ลิตร ในความเร็วคงที่แถว ๆ 100-120 กม./ชม. ในเรื่องของอัตราเร่งรอบต้นทั้งสองโหมดก็มีความแตกต่างด้วยเช่นกัน โดยในโหมด Dynamic รอบต้นจะมาที่ประมาณ 2,500 รอบ/นาที ShiftCam ทำงานที่ราว ๆ 3,300-3,500 รอบ ส่วนในโหมด Road รอบต่ำนั้นถึงจะมาใกล้ ๆ กัน แต่ ShiftCam จะไปทำงานที่แถว 4,000 รอบ คือกำลังมันจะมาดีเลย์กว่ากันเล็กน้อยและละมุนขึ้นอีกหน่อย ให้ผู้ขี่เตรียมความพร้อมในจุดเสี่ยงอย่างการเปิดคันเร่งออกโค้งหรือเลี้ยวในมุมแคบมากยิ่งขึ้น

จุดหมายแรกของเราในครั้งนี้คือ กังหันลมปากพนังที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 124 กม. ระหว่างทางมีโค้งสวย ๆ ให้เล่นบ้าง กันสะเทือนในโหมด Road จากที่ตอนแรกมีความรู้สึกนิ่มสบายตอนขี่ปกติ เมื่อเริ่มใช้ความเร็วพร้อมเอียงรถเยอะกลับมีความหนืดในการเคลื่อนตัวขึ้น-ลง ขึ้นมาในทันที

สิ่งที่ทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Dynamic ESA, Dynamic Traction Control DTC, ABS Pro, และ Dynamic Brake Assistant DBC รู้ว่ารถกำลังทำอะไรอยู่พร้อมปรับการทำงานตามเพื่ออำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้อย่างแม่นยำ คือชุดเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งมาแทบจะทั่วทั้งตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจหลักอย่างเซ็นเซอร์ IMU แบบ 6 แกน ที่ประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์วัดความเร่ง 3 แกน วัดการเคลื่อนไหว หน้า-หลัง-ขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา และ เซ็นเซอร์ความเร็วเชิงมุม (Gyroscope) อีก 3 แกน คอยวัดองศาการทิ่มหน้า-หลัง การเอียงซ้าย-ขวา และการหันเหของแกนในกรณีที่ล้อหน้าและหลังไม่ตรงกัน เช่นล้อหน้ายังตรงแต่ล้อหลังเริ่มปัดหลุดจากไลน์ นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์วัดช่วงยุบของระบบกันสะเทือน วัดความเร็วล้อ เซ็นเซอร์เรือนลิ้นเร่ง, เพลาข้อเหวี่ยง ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปยังระบบจัดการเครื่องยนต์ BMS-O หรือที่เราเรียกกันติดปากว่ากล่อง ECU เพื่อประมวลผลพร้อมสั่งงานไปยัง Module ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ระบบทำงาน Dynamic ESA ส่งข้อมูลไปยัง Module กันสะเทือนไฟฟ้าเพื่อปรับโช้ค ด้าน ABS Pro, และ Dynamic Brake Assistant DBC ส่งข้อมูลไปยังกล่อง Module ABS เพื่อป้องกันล้อล็อคและกระจายแรงดันเบรก ในกรณีของ DBC หากชุดเซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่ามีการใช้เบรกหนัก เบรกฉุกเฉิน ในขณะที่ผู้ขับขี่ไม่ยกคันเร่งหรือยกคันเร่งไม่หมด BMS-O จะสั่งหรี่เรือนลิ้นเร่ง พร้อมลดกำลังเครื่องยนต์และเพิ่มแรงดันเบรก เพื่อให้รถสามารถหยุดในระยะทางที่สั้นที่สุดและปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งระบบทั้งหมดที่กล่าวมานี้สามารถทำงานประสานกันได้ทั้งบนทางตรงและทางโค้ง แม้ขณะเอียงรถอยู่

ออกจากเส้นกังหันลมปากพนังเส้นทางยังสามารถใช้ความเร็วได้ต่อเนื่อง กันสะเทือนในโหมด Road ที่ปรับค่าอัตโนมัติยังคงซึมซับและกระจายแรง พร้อมกดล้อทั้งหน้า-หลังให้เกาะถนนมากยิ่งขึ้นโดยไม่เพิ่มภาระให้กับยาง ทำให้เอียงรถได้อย่างมั่นใจ เมื่อลองใช้เบรกหน้า-หลังในโค้ง และบางช่วงใช้เบรกหลังเพื่อคุมรถให้อยู่ในไลน์วิ่ง (Trail Braking) ก็พบว่า ถึงแม้จะมีน้ำหนักของคนซ้อนกับสัมภาระเข้ามาด้วย แต่ช่วงลงเขาที่น้ำหนักกดไปด้านหน้าเยอะ ระบบ ABS Pro และ DBC ก็ทำงานประสานกันทันที โดยรู้สึกว่าเบรกหน้าตึงขึ้นกว่าเดิม ก่อนระบบจะลดแรงดันลูกสูบลงเมื่อเริ่มเอียงรถ บางครั้งใช้เบรกหน้าอย่างเดียว แต่รอบเครื่องยังเยอะอยู่ ระบบก็จะสั่งให้เพิ่มแรงดันเบรกและหรี่กำลังเครื่องลงเพื่อให้สามารถหยุดได้ตามต้องการ คือรู้สึกได้ทันทีว่าก้านเบรกนั้นมีการขยับเมื่อระบบทำงาน แม้กระทั่งการใช้เบรกหลังเพื่อชะลอความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ชุดเซ็นเซอร์ประมวลผลจากความเร็วและการเคลื่อนตัวของรถแล้วว่ามันไม่พอ แรงดันเบรกก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นให้เองจนรู้สึกว่าขาเบรกขยับและสามารถดึงรถเข้าในได้ง่ายตามต้องการ มันเป็นอะไรที่ว้าวมาก!

ถึงวัดเจดีย์ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “วัดไอ้ไข่” หลังไหว้สักการะและทำบุญขอพรกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงเวลายิงยาวลงเบตง โดยเส้นทางนั้นมีทั้งขึ้นเขา ลงเขา โค้งกว้างแคบสลับกันไปมามากมาย กว่าจะถึงเบตงก็เล่นเอาค่ำ เราพักที่โรงแรม Mandarin Hotel และจะนอนที่นี่กันสองคืน เดินมาเช็ครถเปิดดู On Board Computer และเข้าเมนู My Vehicle ก็พบว่า มันบอกละเอียดมาก ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการเดิน, Trip, แบตเตอรี่, แรงดันลมยาง อัตราประหยัดน้ำมันจาก 18.8 เดิม ตอนนี้เปลี่ยนเป็น 16.6 กม./ลิตร เพราะบิดกันมาเต็มเบอร์ คืนนี้พักให้หายเหนื่อย พรุ่งนี้ Free Day เราจะได้ออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ใน เบตงกันครับ

 เบตงเมืองในหมอกและแสงสีตระการตา

อย่างแรกที่คิดในใจคือเบตงสวยมาก! ตอนแรกผมก็แอบหวั่น ๆ เพราะเป็น 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่ปรากฏว่าเบตงกลับเต็มไปด้วยผู้คนที่น่ารัก ใจดี และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่สำคัญคืออาหารอร่อยสุด เราได้ไปไหว้พระทำบุญที่วัดประจำถิ่น, เดินเที่ยวท่ามกลางอากาศเย็นสบาย รายล้อมไปด้วยธรรมชาติสัมผัสวัฒนธรรมดั่งเดิมของที่นี่ ชวนชิมดื่มกาแฟตามคาเฟ่ และไปถ่ายรูปตามแลนด์มาร์กต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้ไปรษณีย์แดง หอนาฬิกาเบตง และ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ มันทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ว่า “เที่ยวไทย ไม่ไปไม่รู้” ยิ่งเราได้ไปกับกลุ่มเพื่อนที่สนิทและรู้ใจ ก็ยิ่งละมุน มันเป็นประสบการณ์ที่สนุกมากจนทุกคนบอกกันว่าถ้าว่างคราวหน้า ต้องหาเวลาขี่ลงมาเที่ยวภาคใต้กันอีก

เดินทางกลับ กทม. แวะตรัง, ระนอง

 

เราเดินทางกลับกทม. ในวันรุ่งขึ้น โดยจะแวะพักที่ จ. ตรัง 1 คืน และระนอง 1 คืน เส้นทางวันนี้ 420 กม. ใช้เส้น 410 โดยจะไปแวะสกายวอล์ค ไอเยอเวงกันก่อน ต่อด้วยสักการะหลวงปู่ทวดที่วัดช้างให้ ทางยังคงเป็นวิ่งขึ้นเขา-ลงเขา มีเลาะเลียบชายฝั่งเป็นพักๆ ในทางขึ้นเขาที่เป็นโค้งเกือบ 80% แคบบ้าง กว้างบ้าง สลับกันไป R 1250 RT ยังคงตอบสนองได้ดีมาก การวางมุมของระบบกันสะเทือน พร้อมเครื่องยนต์ Boxer ที่ให้น้ำหนักกดไปยังด้านหน้าโดยมีชุดเสื้อสูบฝาสูบ อยู่ในแนวต่ำกว่าเครื่องยนต์ชนิดอื่น ทำให้ตัวรถเอียงเข้าโค้งง่าย เกาะถนนในความเร็ว กันสะเทือนในโหมด Road ยังมีความหนืด คืนและกดตัวแบบนุ่ม ๆ ไม่เร็วจนเกินไป แม้จะใช้เบรกหน้าหนัก ๆ จากการขับขี่ที่ส่วนใหญ่เน้นใช้เกียร์สูง รอบเครื่องปานกลาง ขึ้นเขา ลงเขา ประมาณเกียร์ 4-5 และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ 6 เมื่อเจอทางตรง เหตุที่ไม่ใช้เกียร์ต่ำกว่านี้ เป็นเพราะเครื่องยนต์นั้นมีพลังและกำลังแรงบิดมาก คือมันดันขึ้นเขาได้อย่างสบาย

ระบบ ShiftCam ที่ในโหมด Road ทำงานที่ประมาณเกือบ ๆ 4,000 รอบ ไม่ว่าจะอยู่ในเกียร์ต่ำหรือเกียร์สูง ก็ยังแม่นยำ ไม่มีตะกุกตะกัก รอบยังต่อเนื่อง กำลังมาเหลือ ๆ แบบสมูทนุ่มนวล พร้อมกับเสียงอากาศวิ่งเข้ากรองที่ดังรับขึ้นมาช่วยเพิ่มความสนุก เร้าใจในการขับขี่ได้ดีเลยทีเดียว เราไปกันแบบนุ่ม ๆ เร็วบ้าง ช้าบ้างชิลล์ ๆ คนซ้อนเอนตัวไปพร้อมกับคนขี่เวลาเจอโค้ง รถนั่งสบาย ชิลด์หน้าปรับขึ้นสุดบังลมได้มิดดี โอบรับด้วยเคาริ่งหน้าขนาดใหญ่พร้อมลำโพงสองข้าง เปิดเพลงขี่ตามกันไปเรื่อย ๆ 420 โลก็แค่ปากซอย ถึงตรังนอน 1 คืน รุ่งขึ้นออกแต่เช้าบิดอีก 435 โล เพื่อไปแวะนอนระนอง

ระนอง-ชุมพร-กรุงเทพ ลอง Adaptive Cruise Control

ออกจากระนองแต่เช้าพร้อมอากาศที่แจ่มใส ทางวิ่งวันนี้เปลี่ยนจากขึ้น-ลงเขา กลายเป็นทางตรงยาว มีโค้งกว้างเยอะ คือมันเหมาะกับลองระบบ Adaptive Cruise Control มาก ระบบนี้ในโลกของสี่ล้ออาจไม่ใช่ของใหม่โดยเฉพาะในรถยนต์รุ่นท็อปของค่ายใหญ่ ๆ แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์ยังมีใส่มาแค่ 6-7 รุ่นเท่านั้นในท้องตลาด หลักการทำงานของระบบตัวนี้ในรถรุ่นเรือธงอย่าง Multistrada V4, Ninja H2 SX SE, R 1250RT และ R 1300 GS นั้นมีความคล้ายคลึงกัน คือการใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ ติดตั้งไว้บริเวณด้านหน้าของตัวรถ เพื่อตรวจจับรถคันหน้า รวมถึงรถในเลนข้าง ๆ เมื่อได้ระยะห่างข้อมูลก็จะถูกส่งไปยังกล่อง Control module ซึ่งจะนำข้อมูลการเคลื่อนที่และองศาการเอียงของรถจาก IMU พร้อมความเร็วจาก Speed sensor ในล้อทั้งสองฝั่ง มาประมวลผล ก่อนส่งให้กับกล่อง ECU เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ หรือแม้กระทั่งสั่งใช้งานเบรกให้สอดคล้องกับความเร็ว และระยะห่างจากรถคันหน้า

แวะเยี่ยมเสี่ยฟลุ๊คร้าน Step up ชุมพร


การเปิดระบบนี้ใน R 1250RT ก็สามารถทำได้ง่ายมาก โดยปุ่มจะอยู่เหนือสวิตช์ปรับชิลด์ไฟฟ้า เราสามารถใช้นิ้วโป้งมือซ้ายดันสวิตช์ไปด้านขวาได้เลย ส่วนความเร็วต้องตั้งด้วยการดันลิ้นเล็ก ๆ ที่ติดกัน เพิ่มดันไปด้านหลัง ลดดันมาด้านหน้า พอระบบทำงานไฟสัญญาณสีเขียวก็จะติดโชว์ขึ้นมาบนเรือนไมล์ วิ่งอยู่ในเกียร์ 6 ที่ประมาณ 5,700 รอบ พอตั้งความเร็วไว้ที่ 120 กม./ชม. เราก็ไม่ต้องทำอะไรเลยแค่จับแฮนด์ไว้เฉย ๆ เมื่อเรดาร์จับได้ว่ารถยนต์ที่อยู่ด้านหน้ามีการชะลอความเร็วลง ก็จะทำงานปิดเรือนลิ้นเร่ง ลดการจ่ายไฟ/น้ำมัน ให้ R 1250RT ลดความเร็วลงแบบนุ่ม ๆ หรือถ้ามีรถเลนข้าง ๆ เปลี่ยนเลนเข้ามา ก็จะสั่งให้ระบบ ABS Pro และ DBC ทำงานเพื่อเบรกพร้อมชะลอความเร็วของรถลง (จังหวะนี้เราจะลดเกียร์หรือไม่ก็ได้) ด้วยความอยากลองผมเลยเลือกที่จะใช้เกียร์ 6 คาไว้ พอความเร็วลดลงมาจนรอบเครื่องตกไปเหลือ 2,800-3,200 รอบ เมื่อรถคันหน้าเร่งไปและอยู่ในระยะห่างที่เหมาะสม ความเร็วก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างนุ่มนวล แม้จะอยู่ในความเร็วต่ำเกียร์สูง เครื่องก็ไม่มีอาการสำลักหรือกระพือให้เห็นเลย

บอกเล่าความประทับใจในสมรรถนะของรถตามประสาเพื่อนแท้ไม่เคยแพ้ระยะทาง


พอวิ่งมาเจอโค้งกว้าง (ได้แค่โค้งกว้างนะ) เราก็แค่เอียงตัวพารถเข้าโค้งไป หากมีรถยนต์อยู่ด้านหน้า ระบบจะทำงานเร็วขึ้นกว่าบนทางตรงเล็กน้อย ลดกำลังเครื่องยนต์ ใช้เบรก ให้รถค่อย ๆ ตั้งขึ้น ตามรอบเครื่องที่ลดลง เมื่อได้ระยะความเร็วเพิ่มขึ้น เราก็เอียงตัวเข้าด้านในให้รถเอียงตามก็ไปต่อได้ทันที โดยระบบจะทำงานได้ในความเร็วต่ำสุดที่ 60 กม./ชม. และสูงสุด 160 กม./ชม. ถ้าต้องการกลับมาควบคุมเองเราก็แค่บีบคลัตช์ ใช้เบรกหน้าหรือหลัง ระบบก็จะตัดการทำงานทันที

สรุปการเดินทาง

การเดินทางในครั้งนี้ถือเป็นทริปแห่งปีที่เปิดโลกของผมไปเลย นอกจากจะได้ทราบว่าเมืองไทยของเรายังมีสถานที่ มีจังหวัด ที่มีความสวยงาม น่าเที่ยว น่าไปเยือนอีกหลายแห่งแล้ว ยังได้ลองสมรรถนะของ BMW R 1250RT ตัวใหม่ กับระบบอิเล็กทรอนิกส์หลาย ๆ อย่างที่ต้องบอกว่ามันล้ำและครบครันมาก ๆ จริง ๆ ผมเองเคยขี่ตัวเจนแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่พอมาเจอตัวใหม่เจนนี้บอกเลยว่ามันไม่ใช่ Gran tourer แต่เป็น Sport Touring ที่ครบเครื่องสมคำร่ำลือ เพราะขี่แบบสปอร์ตก็สนุก จะขี่แบบสบายๆ เอนหลังก็เพลิน นั่งสบายไปตลอดทางทั้งคนขี่คนซ้อน ถึงที่หมาย ไม่เหนื่อย ไม่ล้า เที่ยวต่อได้ทันที ขอบคุณ BMW Motorrad Thailand และเพื่อนร่วมก๊วนทุกท่านที่ทำให้ทริปในครั้งนี้น่าจดจำ ไว้ครั้งหน้าเราขี่ลงใต้กันใหม่! ส่วนคนที่กำลังสนใจ R 1250RT บอกเลยว่าไปลองครับ ต้องลอง แล้วคุณจะไม่ผิดหวังเลย

Related