0

Harley-Davidson Street Bob: รูปลักษณ์คือจิตวิญญาณ สมรรถนะคือวิวัฒนาการที่เติบโตตามกาลเวลา

ย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ถ้าให้เรานึกภาพมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาสักคันในหัว มันก็คงมีแค่ไฟหน้า แฮนด์ เครื่องยนต์ที่วางอยู่ด้านล่างถังน้ำมัน ล้อทั้งสองข้างหน้า-หลัง เชื่อมโยงด้วยชุดกันสะเทือน และระบบเบรก นี่คือแก่นแท้ของรถสองล้อ ที่ยังคงอยู่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานซักแค่ไหน ท่ามกลางองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ถูกติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามามากมายในปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้ Harley-Davidson “แตกต่าง” คือการเลือกเก็บรักษาเสน่ห์และรูปลักษณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจหลักของแบรนด์ไว้ ขณะเดียวกันก็ปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย ผ่านการเพิ่มสมรรถนะ แรงบิด อัตราเร่ง และความดุดันให้กับเครื่องยนต์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแนวคิดการออกแบบของทางค่ายมาโดยตลอด

Street Bob เจเนอเรชันใหม่ จึงได้รับการยกระดับความแรงด้วยการเปลี่ยนจากขุมพลัง Milwaukee-Eight 114 เป็น Milwaukee-Eight 117 Classic เพื่อเสริมแรงบิดและอัตราเร่ง ให้ตอบสนองได้ไวและหนักแน่นขึ้น โดยยังคงคาแรกเตอร์เดิมไว้ครบถ้วน ทั้งความขี่ง่าย การควบคุมที่ไม่ซับซ้อน และบุคลิกดิบ ๆ ที่ไม่หลุดไปจากแนวคิด “ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น เหลือไว้แต่ของที่ใช้งานจริง” ตามต้นกำเนิดของรถสไตล์บ็อบเบอร์

วันนี้ FastRides Mag คว้า H-D Street Bob 117 มาทดสอบเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่พละกำลังของเครื่องยนต์ ความคล่องตัวในการควบคุม ฟีลลิ่งการขับขี่ และเสน่ห์ของความเรียบง่ายที่ซ่อนสมรรถนะเอาไว้ภายใน เครื่อง 117 จะเข้ามาเติมเต็มคาแรกเตอร์ของบ็อบเบอร์รุ่นนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ไปติดตามกันครับ

หน้าตาแบบนี้จะผ่านไปอีกสิบปีก็ยังดูสวย

Street Bob 117 คือหนึ่งในโมเดลที่สะท้อนแนวทางการปรับตัวของแบรนด์ได้ชัดเจนอีกรุ่นหนึ่ง รถจักรยานยนต์สไตล์บ็อบเบอร์พันธุ์แท้ ที่มีรากฐานแนวคิดมาจากวัฒนธรรมหลังสงครามโลก เมื่อผู้ขี่นิยมถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก (Stripped down) เพื่อให้รถ “เบา คล่องตัว และตอบสนองไว” สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ ทั้งท่านั่ง แฮนด์สูง พักเท้าที่อยู่บริเวณกึ่งกลาง (Mid-controls) และเส้นสายที่เน้นพลังมากกว่าความหรูหรา ผสานกับโทนสีที่ถูกปรับให้หลากหลายขึ้น ช่วยเสริมบุคลิกให้ตัวรถดูสดและร่วมสมัย

โดยมีตราสัญลักษณ์รูปเพชร “Stretched Diamond” บนถังน้ำมัน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานออกแบบในปี 1966 ของ วิลลี่ จี. เดวิดสัน และถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ทำหน้าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของ H-D รวมถึงภาพจำของความสำเร็จในสนาม Flat Track ในยุคนั้น ผ่านดีไซน์ที่เรียบหรู ลงตัว

พอเป็นบ๊อบเบอร์ ตัวรถเลยดูบาง และเพรียว ยิ่งถอดเบาะหลังที่ยึดไว้ด้วยน็อตตัวใหญ่หัว-ท้ายออก เหลือแต่เบาะเดี่ยว ท้ายรถจะยิ่งดูสั้นแบบช็อปเปอร์ บอกเลยว่าโคตรเท่ห์ ที่เด่นอยู่ตรงกลางคือเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 Classic บล็อกใหญ่เบิ้ม ที่แยกส่วน ชุดคลัตช์ ชุดเกียร์ ออกจากชุดเพาเวอร์เทรน เหนือขึ้นไปด้านบนเป็นถังน้ำมัน 13.2 ลิตร ขนาดกำลังพอเหมาะเข้ากับทรงของตัวรถ ระบบไฟเป็น LED รอบคัน ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยว

ด้านหน้าเป็นเรือนไมล์กลม อนาล็อคเข็ม ผสมจอ LCD ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่อ่านได้ชัดเจน แฮนด์สูงแบบ Mini-ape ถูกล็อคไว้กับแผงคอ Triple Three อลูมิเนียมทรงเก๋า สวิตซ์ต่าง ๆ ให้มากำลังพอดี ที่เพิ่มมาจากปกติ ก็มีแค่สวิตช์ปรับ Traction control, เปลี่ยนโหมดขับขี่ กับ เซ็ต cruise control แค่นั้น เข้าใจง่ายไม่ต้องมานั่งงม

แค่โหมด Standard ก็เหลือ ๆ

วาดขาขึ้นคร่อมเบาะสูงแค่ 655 มม. เตี้ยนั่งสบาย เอาเท้าลงแตะพื้นได้เต็มทั้งสองข้าง น้ำหนักตัวรถพร้อมขี่อยู่ที่ 293 กก. จัดว่าเบาคล่องตัว เมื่อเทียบกับตระกูลครุยเซอร์ด้วยกัน เป้าหมายในการทดสอบวันนี้คือเขาใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพ แบบขี่ไปหา Café กินกาแฟ ค้างซักคืนแล้วก็กลับ

แฮนด์ยกทรง Mini-ape ที่ออกแบบมาให้มีความกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อยเพื่อการบังคับที่มั่นคง สำหรับผมที่สูง 175 ซม. จับแล้วไม่ถึงขนาดต้องยกหัวไหล่ ท่านั่งงอหลังนิด ๆ กำลังสบาย ลองหักแฮนด์สุดต้องโน้มไหล่ตามเยอะพอควร ถ้าใครคิดว่าเหยียดไปก็สามารถปรับแฮนด์ให้เข้าหาตัวอีกได้ 3-5° แต่ไม่ควรเกิน 10° กดสวิตช์ทีเดียวเครื่องก็สตาร์ทติดเลย ไม่ต้องกดแช่ ต้องยอมรับว่าเสียงที่ออกมาจากปลายท่อไอเสีย 2-1 เงียบกว่าที่คิดไว้ แต่ก็ถือว่าเหมาะกับสายออกเช้า ตีสี่ ตีห้า แบบผม จะได้ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน จาก Riding Mode ทั้งหมดที่ให้มา 3 แบบคือ Standard, Sport และ Rain ผมเลือกโหมด Standard เพื่อใช้ขี่ออกจากกรุงเทพ

Milwaukee-Eight 117 (1,923 ซีซี) ถ้ากางสเปกกันออกมาดู ขนาดกระบอกสูบ 103.5 ช่วงชัก 114.3 มม. ชัดเจนว่าเป็นเครื่องลูกโต ช่วงชักยาว ให้แรงม้าสูงสุด 91 hp ที่ 5,020 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 156 นิวตันเมตร มาที่รอบต่ำแค่ 2,750 รอบ/นาที หลายคนอาจคิดว่าเครื่องใหญ่ขนาดนี้ แรงบิดขนาดนี้ พอเปิดคันเร่งแล้วมันจะพรวด คุมยาก แต่ความจริงไม่เป็นแบบนั้นเลย ในโหมด Standard พละกำลังนั้นมาแบบเหลือเฟือก็จริง แต่มันมาแบบ “นุ่ม หนัก และต่อเนื่อง” ซึ่งเป็นผลจากการส่งกำลังที่ถูกจัดวางมาอย่างลงตัว พลังจากห้องเผาไหม้ถูกแปลงผ่านข้อเหวี่ยง ส่งต่อด้วยชุด Primary Shaft และ Primary Drive อัตราทด 34–46 ฟัน ก่อนถ่ายทอดไปยังชุด Final Drive ผ่านพูเล่หน้า 32 ฟัน และพูเล่หลัง 66 ฟัน เชื่อมลงสู่ล้อหลังด้วยสายพานแบบ V-Belt ที่ให้การส่งกำลังนุ่มนวล ทนทาน และให้ฟีลลิ่งเฉพาะตัวของ H-D

ผลลัพธ์คือแรงที่มาแบบไหลลื่น บิดไปได้เนียน ๆ ไม่กระชาก ไม่ดิบจนควบคุมยาก แต่หนักแน่นในแบบที่เครื่อง V-Twin พิกัดใหญ่ควรเป็น สำหรับการใช้งานทั่วไป Street Bob จึงมีความขี่สบาย จะเร่งรอบต่ำในเกียร์พอดีๆ หรือใช้รอบต่ำเกียร์สูง ขอแค่กดคันเร่งก็มีแรงแซงได้ขาดแบบไม่ต้องลุ้น

ในช่วงที่รถค่อนข้างหนาแน่ ด้วยความที่องศาคอ (Rake) อยู่ที่ 30° บวกกับแฮนด์ยกตั้งขนานกับโช้คหน้าที่มีความลาดเอียง 157 มม. รถเลยสามารถทำมุมเลี้ยวซ้าย-ขวา ได้ไม่กว้างมากนัก เวลาเลี้ยวแคบมาก ๆ คนที่ยังไม่ชินอาจจะรู้สึกไม่คล่องเท่าที่ควร และต้องใช้เวลาในการปรับตัวซักพัก ล้อหน้าขอบ 19 เป็นจุดที่ช่วยเบาแรงในการเลี้ยวลงได้เยอะ ก้านเบรกและก้านคลัตช์เองก็ทำมาให้มีความโค้ง สามารถใช้นิ้วล็อคได้ถนัดพอดี หักแฮนด์เยอะแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวนิ้วหลุด อีกอย่างเท้าเราสามารถเหยียบพื้นได้เต็มที่ ถึงจะฝ่ารถติดช่วงชั่วโมงเร่งด่วนก็ไปได้ไม่ยาก แต่สำหรับใครที่เคยขี่พวก Grand American Touring มาจะรู้สึกเลยว่า Street Bob มันขี่ง่ายมาก

ติดไฟแดงหนัก ๆ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนสะสม เพราะเครื่องยนต์ M8 เจนนี้ได้รับการพัฒนาระบบระบายความร้อนใหม่ ช่วยควบคุมอุณหภูมิได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีระบบ EITMS ที่ตัดการทำงานของสูบหลังเมื่อจอดนิ่ง ลดความร้อนสะสม ไม่ทำให้น้ำมันเครื่องร้อนเกินความจำเป็น และเพิ่มความสบายทำให้ผู้ขี่ไม่รู้สึกร้อนขา ซึ่งทำงานร่วมกับระบบหล่อลื่นแบบ Dry Sump ที่กระจายน้ำมันเครื่องไปยังชิ้นส่วนหมุนวนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงออยล์คูลเลอร์ที่ช่วยถ่ายเทความร้อนออกจากเครื่องยนต์โดยตรง ส่งผลให้หมดปัญหาเครื่องฮีต กำลังไม่ตก ถึงติดอยู่แยกรัชดา-ลาดพร้าวก็เอาอยู่

เปลี่ยนเป็น Sport บอกเลยว่า “โฮก ฮือ”

อย่างหนึ่งที่ชอบคือเราสามารถกดปุ่มเปลี่ยนโหมดขณะขับขี่ได้เลย หลุดจากตัวเมืองออกมาซักพัก รถเริ่มโล่งก็ถึงคราวลองโหมด Sport พอกดเปลี่ยน อย่างแรกที่รู้สึกได้ทันทีคือ คันเร่งที่ใช้ระบบ Ride by Wire ตอบสนองได้คม และไวขึ้นมาก ลองกดคันเร่งหนัก ๆ เสียงเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน!

เสียงอากาศที่วิ่งผ่านกรองโครเมียมทรงกลมตัวใหญ่ซึ่งอยู่ด้านนอกของเรือนลิ้นเร่ง ขนาด 58 มม. ก่อนจะไหลลงไปยัง Intake Manifold (ท่อร่วมไอดี) อะลูมิเนียมด้านใน มันดุดันและดังสะใจกว่าเดิม ไอดีอุณหภูมิต่ำที่ถูกดูดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ร่วมกับการจ่ายน้ำมันของระบบหัวฉีด ESPEI ที่มีสัดส่วนพอดีกับความต้องการ ช่วยให้การจุดระเบิดของคอยแบบ Twin plug แยก 2 หัวเทียน ทั้ง 2 ด้านของลูกสูบมีความหมดจด

ระเบิดออกมาเป็นพลังที่ดันลูกสูบลงสู่ศูนย์ตายล่าง BDC ก่อนถูกแปลงผ่านข้อเหวี่ยงออกมาเป็นแรงบิด และพัฒนาเป็นแรงม้าตามรอบการทำงานของเครื่องยนต์ ส่งล้อหลังให้ตะกรุยพื้นถนน ฝาสูบและห้องเผาไหม้ใหม่ลดกำลังอัดทำงานร่วมกับแคมชาฟต์ที่ปรับโปรไฟล์ให้คายไอเสียได้รวดเร็วขึ้น ทำให้ความร้อนสะสมลดลงมาก แรงเอนจิ้นเบรกน้อยกว่าที่ผ่านมาโดยเครื่องไม่ดึงมากในจังหวะลดเกียร์ต่ำ คาแรกเตอร์โดยรวมจึงจี๊ด ตอบสนองไว แต่ยังให้ความนุ่มนวลในการใช้งานไปพร้อมกัน

กำลังของมันอาจไม่ได้ดุดันแบบเครื่อง High-Output หรือทรงพลัง รอบเครื่องมาเร็วจี๋ จนทำให้รู้สึกว่าเกียร์สั้นลง และต้องรีบเปลี่ยนเกียร์ให้เร็วตาม เหมือนเครื่องแต่ง Screamin’ Eagle® 135ci Stage IV ที่ผมเคยลองมา แต่กำลังของเครื่อง M8 117 Classic บล็อกนี้ ก็ยังเพียงพอที่จะเปลี่ยนให้ Street Bob “ทรงลุง” (ตามที่หลายคนนิยมเรียก) คันนี้ ให้กลายเป็นลุงที่มีความกระปรี้กระเปร่าแบบเข้าฟิตเนสทุกวัน จนทำเอาผมอดยิ้มที่มุมปากไม่ได้ คือมันเหลือเฟือแบบขี่แค่ 5 เกียร์ก็เพียงพอแล้ว เกียร์ 6 ถ้าทางไม่โล่งมาก ยาวมาก บอกเลยว่าแทบไม่ได้แตะ

ช่วงล่างและระบบเบรก

เช่นเดียวกับกับรถรุ่นอื่นในตระกูลครุยเซอร์ Street Bob 117 ใช้เฟรม Softail ที่ซ่อนโช้คหลังเดี่ยวแบบปรับ Preload ได้ไว้ใต้เบาะกึ่งกลางตัวรถ ส่วนโช้คอัพหน้าให้มาเป็นเทเลสโคปิค Dual Bending Valve ขนาด 49 มม. จาก Showa ซึ่งเปลี่ยนเปลี่ยนไปใช้สปริงแบบ Single-rate ที่ทำให้รู้สึกว่าช่วงล่างนั้นมีความนุ่มหนึบ และเกาะถนน เกาะไลน์ได้ดีขึ้นในโค้ง เมื่อรวมกับคาแรกเตอร์ของตัวรถที่มีความเบา คล่องตัว มันทำให้องศาการเอียงรถ (Lean Angle) ข้างละ 28.5 ดูน้อยลงไปเลย (อีกนิดเดียวท่อก็ได้ลงไปครูดพื้นแล้ว)

จุดนี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบเบรกโดยตรง เพราะถ้าโช้คหน้า-หลัง แข็งเกินไป ไม่สามารถกระจายแรงสะเทือนได้ดี ภาระทั้งหมดก็จะไปตกอยู่ที่ยาง โช้คแข็งกดไม่ลงเบรกหน้าก็หยุดได้ไม่ดี แต่จากที่ลองมาผมว่าระบบกันสะเทือนของ Street Bob มีกลมกล่อมลงตัว โช้คหน้าถึงจะปรับค่าไม่ได้ แต่ก็มีการยุบและคืนตัวที่นุ่มนวลต่อเนื่อง

ระบบเบรกหน้าแบบดิสก์เดี่ยวเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ Classic สามารถชะลอความเร็วได้สบาย ๆ เบรกหนักแล้วหน้ารถไม่ทิ่มมากนัก โดย Bending Valve ที่เพิ่มเข้ามาฝั่งละตัวในแกนโช้ค ช่วยต้านแรงกดของน้ำหนักไม่ให้โช้คยุบเร็วเกินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงเขาใหญ่แล้วแวะกินกาแฟ เติมแมวกันหน่อยครับ


ส่วนเบรกหลัง Street Bob คันนี้ พักเท้าเป็นแบบ Mid-controls กระปุกน้ำมันเบรกอยู่ด้านหน้าปลายเท้า และขาพักเบรกยกสูง ทำให้ต้องใช้น้ำหนักกดเยอะหน่อย แต่ถ้าเผลอออกแรงมากไปก็ไม่ต้องกังวลว่าล้อจะล็อค เพราะเขามี ABS ทั้งหน้า-หลัง แถมมี C-ABS ที่ทำงานในโค้งโดยวัดจากองศาการเอียงของรถด้วย เอาอยู่สบาย ๆ

สรุป

สำหรับ Street Bob มันคงเป็นคำอื่นไปไม่ได้นอกจาก “Less is more” คือเน้นความเรียบง่าย ตัดทอนองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เหลือเพียงสิ่งสำคัญและฟังก์ชันการใช้งานที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งมันก็ตรงกับรากฐานของความเป็นบ๊อบเบอร์อยู่แล้ว สวยคลาสสิคมาจากโรงงาน จะขี่เดิม ๆ หรือแต่งเพิ่มก็มีความหล่อ แฮนด์ยก ขี่เท่ห์ ขี่สบาย กำลังเหลือเฟือ เป็นครุยเซอร์ที่มีความคล่องตัวในการใช้สัญจร ขี่ทางไกลถังน้ำมัน 13.2 ลิตร วิ่งได้ประมาณ 250 กิโล ซึ่งก็ถือว่าเป็นระยะที่หลายคนจอดพัก จอดเติมน้ำมันกันอยู่แล้ว เอาเป็นว่าถ้าใครชอบสไตล์นี้ ทรงนี้ ไปลองกันได้เลยที่ Harley- Davidson Of Bangkok Thailand พระราม 9 เขามีรถ Demo ไว้พร้อมอยู่แล้วครับ

Related