0

HONDA AFRICA TWIN CRF 1100L ADVENTURE SPORTS DCT

พาร์ทแรก..พาเจ้าป่าเข้ากรุงออนทัวร์เกาะรัตนโกสินทร์

หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ งาน Eicma ประเทศอิตาลี ให้มหาชนได้เห็นรูปลักษณ์ใหม่ รวมไปถึงสมรรถนะ, สิ่งอำนวยความสะดวกและระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ทางค่ายปีกนกจัดใส่เข้าไปเพื่อทำให้สิงห์ทะเลทรายกลายเป็นรถจักรยานยนต์สาย Adventure ซึ่งมีความพร้อมสรรพที่ ‘แท้ทรู’ Africa Twin ที่มาพร้อมรหัส CRF 1100L ใหม่ก็กลายมาเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของบรรดาสาวกและแฟน ๆ มากมายจากทั่วโลก แน่นอนว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการเปิดตัวรถโมเดลใหม่ สิ่งที่ทำให้ผู้ที่ติดตามข่าวคราวเกิดความสงสัยคือ ของที่ใส่เข้าไปมันจะทำให้รถขี่ดีขึ้นหรือให้ประโยชน์ตามที่กล่าวมาอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ? พอมาใช้งานบนถนนในชีวิตประจำวันแล้วมันจะก่อให้เกิดความคล่องตัวหรือไม่? และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นั้นจะปรับยากและมีความซับซ้อนจนน่าเวียนหัวรึเปล่า? เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามจากปากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สนใจ CRF1100L รวมถึงตัวผมเองด้วย วันนี้เมื่อมันมาถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการจึงถึงเวลาออกไปคลายความสงสัยให้กับเจ้าหนูจำไมทั้งหลายกัน!

All New Honda Africa Twin CRF1100L นั้นมีวางจำหน่ายและแบ่งออกเป็นสองรุ่นด้วยกันในบ้านเราคือ ตัวสแตนดาร์ดที่เป็นเกียร์ธรรมดา (MT) กับตัว Adventure Sports ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ MT และ DCT (ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่) ซึ่งออฟชั่นที่รุ่น Adventure Sports มีและเหนือกว่าตัวธรรมดายังรวมไปถึง Cornering Light ระบบไฟที่ปรับระดับการส่องสว่างตามองศาการเลี้ยวของรถ “แฮนด์อุ่น” ปรับอุณหภูมิได้หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า Heat Grips (ฮีทกริป) ชิวหน้าปรับได้ 5 ระดับ ถังน้ำมันความจุ 24.8 ลิตร (สแตนดาร์ด 18.8 ลิตร) ช่องชาร์จไฟมือถือ ยาง Tubeless ขนาดหน้า 90/90-21 หลัง 150/70-18 และที่เป็นไฮไลท์คือระบบกันสะเทือนหน้า-หลังไฟฟ้าจาก Showa เรื่องประวัติความเป็นมาหรือประสิทธิภาพกลไกแบบเจาะลึกของระบบเกียร์ DCT ผมเองเคยพูดถึงไปแล้วตอนที่ทดสอบ African Twin รุ่นแรก รวมไปถึงตอนที่ไป Honda DCT Press Trip …ในครั้งนี้จึงขอโฟกัสไปที่สมรรถนะ องค์ประกอบ ฯลฯ ที่มีการปรับปรุงใหม่และใส่เข้าไปตามแนวคิด Man & Machine คือคนกับรถต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของทาง Honda ว่าจะสามารถยกระดับให้ CRF1100L กลายเป็น True Adventure หรือรถจักรยานยนต์แอดเวนเจอร์ที่ ครบ-จบ-ในคันเดียว ได้มากน้อยสักแค่ไหน…

เมื่อการเปิดตัวในประเทศไทยด้วยระบบดิจิตอลถ่ายถอดสดแบบเรียลไทม์เป็นเจ้าแรกของเมืองไทยเสร็จสิ้น เราก็ได้รับโอกาสให้นำตัว Adventure Sports มาสัมผัสสมรรถนะการขับขี่เพื่อนำมาบอกเล่าให้กับผู้ใช้ ตลอดจนสาวกตัวจริงของสิงห์ทะเลทรายดีกรีแชมป์ดาการ์แรลลี่ 4 ปีซ้อนได้ชมกัน แต่เพื่อให้การรีวิวครั้งนี้มีความครอบคลุมในทุกรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและสภาวะการใช้งาน ผมจึงขอแบ่งมันเป็นสอง Part คือ สมรรถนะการใช้งานในเมือง แบบ (Urban) และแบบ Off Road/Touring ซึ่งในพาร์ทแรกนี้เราจะนำเจ้าป่า AFRICA TWIN ADVENTURE SPORTS DCT คันนี้ไปเข้ากรุงขับขี่ท่องเที่ยวออนทัวร์รอบเมืองหลวง แวะเช็คอินสถานที่สำคัญๆ กันครับ

การออกแบบนั้นมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างแบบ Off road เป็นหลัก โดยกำหนดให้ชุดพลาสติกมีความเป็นแอดเวนเจอร์เต็มรูปแบบ แต่นอกจากความเป็นรถแอดเวนเจอร์กล้ามโต คือสมรรถนะการขับขี่ที่สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายและให้อารมณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน นั่นคือความเป็น Dual purpose ที่วิ่งได้ทั้งบนถนนดำไม่ว่าจะเป็น Touring, City ride หรือทางฝุ่นแบบลุยเต็มข้อ สำหรับพาร์ทแรกนี้เส้นทางของเราคือการวิ่งชมเกาะรัตนโกสินทร์และสถานที่สำคัญๆ ในกรุงเทพมหานคร โดยเป็นการขับขี่ในเมืองแบบล้วน ๆ ซึ่งฟิลลิ่งโดยรวมและจุดสำคัญๆ ของ CRF1100L ที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจรวม ๆ แล้วมาจากชุดพลาสติกใหม่, เครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้น, แฮนด์สูงกว่าเดิม, ระบบอิเล็กทรอนิกส์, ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าที่เสริมให้สมรรถนะการขับขี่มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น, สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และสุดท้ายคือ Riding mode ที่คอยตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งาน

การเลือกใช้เมนเฟรมใหม่น้ำหนักเบา ตลอดจนซับเฟรมและสวิงอาร์มอลูมิเนียม นอกจากช่วยในเรื่องของน้ำหนักแล้วยังมีจุดเด่นอีกสองอย่างคือ หนึ่ง โครงสร้างนั้นกำหนดให้เป็นรถทางฝุ่นเต็มตัวมีความลาดเอียงหาจุดศูนย์กลาง 45 ° ง่ายต่อการเซอร์วิสซ่อมบำรุง สอง มีความกระชับแคบตรงคอคอดเบาะอีก 40 มม. กว่ารุ่นที่ผ่านมา ทำให้ชุดพลาสติกครอบคลุมเป็นมิติของสปอร์ตทางฝุ่นมากขึ้น ชุดพลาสติกใหม่นี้ยังยกระดับทัศนวิสัยในการขับขี่ให้มองเห็นได้ดีกว่าเดิม ทั้งยังมีความกระชับจึงก่อให้เกิดความคล่องตัวในการบังคับเพิ่มขึ้นในทุกสภาพภูมิประเทศ ส่วนเบาะนั้นเตี้ยลงอีก 20 มม. ยิ่งทำให้เท้าทั้งสองข้างเหยียบลงบนพื้นได้เต็มที่, มั่นคง ง่ายต่อการประคองตัวและจอดรถ

วันนี้เรานำมันไปวิ่งในเมืองโดยปรับไว้ในโหมด Urban จาก Riding Mode หลักที่มีการตั้งค่าจากโรงงานมาให้ทั้งหมดสี่โหมดคือ TOUR, URBAN, GRAVEL และ OFF-ROAD บวกกับโหมด USER ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับระดับของระบบต่างๆ เองได้เพื่อเซฟเก็บไว้อีก 2 โหมด ซึ่งในทุกโหมดผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับเพิ่ม/ลด ฟังก์ชั่นควบคุมแรงเอนจิ้นเบรก, เซ็ตติ้งระบบกันสะเทือนไฟฟ้า (Hard/Standard/Soft/Off-road)  ฯลฯ หรือเลือกปิดได้ตามต้องการ ส่วนผมขอดันด้วยโหมด Urban ยาวไปไม่ปรับอะไรทั้งสิ้นเพื่อจะดูว่าโหมดที่เขาออกแบบมาสำหรับการใช้งานบนถนนดำโหมดนี้จะสามารถมอบความสะดวกคล่องตัวได้มากแค่ไหน  อย่างแรกที่รู้สึกได้ทันทีเลยคือรถนั้นเตี้ยลงมาก เท้าทั้งสองข้างของผมเหยียบพื้นได้เต็มที่ ซึ่งมันเหมาะกับการใช้งานในช่วงการจราจรหนาแน่น หรือมุดในมุมเลี้ยวต่าง ๆ ที่สำคัญสามารถดันเดินหน้า-ถอยหลังง่ายกว่าเดิมมาก ยิ่งเป็นตัวนี้ที่ใช้เกียร์ DCT ก็ยิ่งหมูตู้ขึ้นไปอีกเพราะไม่ต้องกังวลว่ารถจะดับ ต้องกำคลัทช์หรือเปลี่ยนเกียร์แต่อย่างใด

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ การลดความสูงให้เบาะเตี้ยลงอีก 20 มม. จะทำให้ร่างกายของเราต่ำลงตามไปด้วย สวนทางกับแฮนด์ที่ถูกปรับให้สูงขึ้นอีก 22.5 มม. เท่ากับว่าข้อมือ,หัวไหล่, แขน ของผู้ขี่จำเป็นต้องถูกยกตาม ทำให้เหมาะกับการนั่งขี่ทางตรงบนถนนดำ แต่จะกินแรงบังคับเมื่อวิ่งในทางธุระกันดาร ในขณะที่การยืนขี่เพื่อปรับบาลานซ์ดูจะเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดและทำได้ถนัดดีมากไม่ว่าในทางลักษณะไหน เพราะความสูงของพักเท้ายังคงเท่าเดิม จึงลงตัวกับแฮนด์ที่สูงขึ้น เมื่ออยู่ในท่ายืน Position จึงบังคับให้ผู้ขี่ทิ้งน้ำหนักเทตัวไปด้านหน้าเพื่อเพิ่มแรงกดของการบังคับรถ หลังตรง ยกหัวไหล่ในท่ายืนขี่ได้นานมากยิ่งขึ้น รวมถึงบาลานซ์ตัวเมื่อใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำ ๆ ได้ดีกว่าเดิม ชิวหน้าสามารถเลือกปรับได้ 5 ระดับ บังลมได้ดี และสามารถปรับให้เข้ากับความสูงของผู้ใช้แต่ละคนที่แตกต่างกันได้อย่างครอบคลุม แต่ด้วยความที่มันยาวเวลาเบรกหน้าหนัก ๆ ในบางครั้ง ถ้าใส่หมวกกันน็อควิบาก ปีกหมวกอาจไปกระแทกกับตัวชิวบ้าง ส่วนเบาะนั้นสามารถปรับระดับความสูงได้สองระดับระหว่าง 810 มม. ถึง 830 มม. ช่วงตัวช่วงขี่ของใครเป็นยังไงใช้งานรถในลักษณะไหนเป็นหลักก็สามารถปรับให้เข้ามือแบบได้หมดถ้าสดชื่น!!

อีกอย่างหนึ่งที่เด่นและเตะตาสุด ๆ คงหนีไม่พ้นเรือนไมล์ TFT TOUCHSCREEN DISPLAY ขนาด 6.5 นิ้วใหม่ …ใช่ครับอ่านไม่ผิด ‘ทัชสกรีน’ อยากปรับอะไรเลือกจิ้มได้เลยแม้จะใส่ถุงมืออยู่ โดยหน้าจอการแสดงผลแบบ Muti-information นั้นออกแบบมาให้เข้าใจง่ายมาก ฝั่งซ้ายจะเป็นเกี่ยวกับโหมดที่ใช้ และค่าของฟังก์ชั่นต่าง ๆ ด้านล่างให้เลือกจิ้มเพิ่มลด/เปลี่ยนได้เลย ไม่เว้นแม้แต่ตอนเชื่อมต่อกับ Apple Car Play คือมันเหมือนยกแท็บเล็ตย่อมๆ มาแปะไว้เลย ซึ่งฮอนด้าเป็นเจ้าแรกของโลกที่ทำเรือนไมล์ให้เป็นทัชสกรีนแบบนี้และมันสะดวกมาก ๆ เวลารถจอดติดไฟแดงอยู่ หรือจอดพักแล้วต้องการเซ็ตรถเพื่อขี่ต่อ ส่วนเวลาวิ่งอยู่ก็ควบคุมผ่านสวิตช์บริเวณแฮนด์ที่มีปุ่มเพิ่มขึ้นมาเยอะพอสมควร แต่ก็วางมาให้กดได้ถนัด ไม่ซับซ้อนอะไรมาก ขนาดผมยังปรับได้เลยคิดดู (ฮ่า ๆ )

เครื่องยนต์ PARALLEL-TWIN ENGINE 1,084 ซีซี สูบคู่ทรงพลัง แน่นอนเมื่อความจุกระบอกสูบเพิ่มขึ้นถึง 84 ซีซี จึงทำให้กำลังของเครื่องยนต์และแรงม้าเพิ่มตามซึ่งเป็นทิศทางที่ดีต่อการขับขี่ แรงม้าสูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 6% และแรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 7% โดยมาจากการปรับเปลี่ยนในหลายจุดด้วยกัน อย่างแรกคือการเพิ่มระยะชัก หรือช่วงชักยาวขึ้นอีก 6.5 มม. เป็น 92.0 มม. x 81.5 มม. (ของเดิม 75.0) ซึ่งนอกจากจะได้ความจุกระบอกสูบเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้แรงบิดเพิ่มขึ้นอีก แต่สิ่งสำคัญคือไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์กว้าง หรือใหญ่ขึ้นเพียงแค่เสื้อสูบและชุดฝาสูบสูงขึ้นจากแคร้งเครื่องยนต์อีก 6.5 มม. เท่านั้น นอกจากนี้ส่วนสำคัญที่ปรับปรุงเพิ่มเติมเข้ามาให้สมรรถนะดีมากยิ่งขึ้นคือการปรับข้อเหวี่ยงใหม่ (บาร์ลานซ์จุดเหวี่ยง+เพิ่มน้ำหนักเล็กน้อย) และการปรับเคาเตอร์บาลานซ์เซอร์ให้ต่อต้านแรงหมุนเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน พร้อมเพิ่มความแม่นยำของการตรวจสอบแรง G (ค่าแรงดึงจากล้อหลัง) ไม่ว่าจะขึ้นเขา, ลงเขา, ทางลาดชัน หรือแม้กระทั่งการใช้เบรกหลังหนัก ๆ โดยไม่ทำให้เครื่องยนต์ดับ

การออกแบบลักษณะนี้ส่งผลให้เครื่องยนต์เล็กลงถ้าเปรียบเทียบกับซีซี ที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นเครื่อง Twin compact ขนาดเล็กสมรรถนะสูง  การใช้ระบบ Unicam ก็ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เครื่องยนต์นั้นเล็กลงกับการใช้ วาล์ว 4 ตัว/สูบ ทำให้สมรรถนะของมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับการขับขี่ทั้งสองแบบ  ไม่เพียงเท่านี้ ฮอนด้ายังทำให้รถมีอัตราเร่งที่เฉียบคมทันใจด้วยระบบควบคุมการคายไอเสียรอบต่ำ โดยใช้ Exhaust Valve control หรือ Muffler-valve ที่มีลิ้นปีกผีเสื้อคอยปิด-เปิด ในรอบต่ำและรอบสูงที่ท่อไอเสียให้รถไม่สูญเสียกำลังงาน หรือเครื่องยนต์รอรอบ เทคโนโลยีนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก CBR 1000RR-R  มิน่าละเวลารอบต่ำเสียงทุ้มเบา ๆ แต่พอเปิดคันเร่งเกิน 3,500 รอบ/นาที ปุ๊บลั่นกระหึ่มขึ้นมาทันที แถมรถยังให้อัตราเร่งแบบติดมือไม่รอรอบเลย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวไปนี้ถูกเสริมการหายใจด้วยช่องทางเข้าของอากาศจากด้านนอกที่ออกแบบช่องทางอากาศ (Air way) ให้ใหญ่และยาวขึ้นทั้งซ้าย-ขวา รวมถึงด้านหน้าก็เปิดกว้างกว่าที่ผ่านมาให้อากาศไหลเข้าได้สะดวกไม่ว่าจะทางฝุ่นหรือทางดำ รับประกันว่าแตะคันเร่งปุ๊บสะดุ้งปั๊บ (ไม่ได้ไฟดูดนะ รถเขาดึงดีครับ) โดยรวมการออกแบบในครั้งนี้จึงทำให้รถนั้นสั้นลงจากด้านหน้า-ด้านหลัง ก็คือด้านหน้านั้นถูกเก็บและช้อนเข้าไปด้านในใกล้เครื่องยนต์ทำให้ระยะฐานล้อสั้นลงเมื่อใช้งานส่งผลให้เกิดความฉับไวในมุมเลี้ยว, บังคับง่ายเมื่อสวิงทั้งซ้าย-ขวา คือรู้สึกถึงความไวในการบังคับได้ทันที

สิ่งที่เสริมให้การขับขี่ในเมืองสะดวกและง่ายขึ้นไปอีกคือระบบเกียร์ DCT อัตโนมัติ 6 สปีด ไม่ว่าจะเลือกโหมดการเปลี่ยนเกียร์ไว้ในโหมด D ซึ่งเปลี่ยนเกียร์สูงและลดเกียร์ต่ำให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยคำนึงถึงอัตราประหยัดเชื้อเพลิงเป็นหลักจึงเปลี่ยนเกียร์ในรอบเครื่องที่ไม่สูงมาก หรือหากอยากให้จี๊ดขึ้นไปอีกก็เลือกปรับไปที่โหมด S (Sport) ที่กล่อง ECU จะสั่งให้รถเปลี่ยนเกียร์ในรอบเครื่องที่สูงขึ้น ทำให้ใช้งานคันเร่งได้สะใจกว่า และเชนจ์เกียร์ต่ำเร็วขึ้นเมื่อมีการลดความเร็วเพื่อให้รถมีเอนจิ้นเบรกเพิ่มขึ้น โดยในโหมด Sport นี้อยากให้ทอร์คจัดแค่ไหนสามารถเลือกปรับได้ตามใจตั้งแต่ระดับ 1-3 ปิดท้ายกันด้วยโหมด MT (manual mode) ที่ให้ผู้ขี่สามารถคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้เองทั้งหมดผ่านตัว Triggers บริเวณแฮนด์บาร์ฝั่งซ้าย หรือหากเลือกโหมด D หรือ S อยู่แต่มีจังหวะไหนต้องการเพิ่ม/ลดเกียร์เองก็สามารถทำได้ทันที ซึ่งระหว่างการขี่ทัวร์ชมตามสถานที่ต่าง ๆ ผมเองลองเลือกใช้ดูแล้วทุกแบบ และพบว่ามันสะดวกเอามาก ๆ สำหรับการใช้งานในเมืองเพราะไม่ต้องมาคอยพะว้าพะวง ไม่ต้องมานั่งบีบคลัตช์ รถติดนาน ๆ ก็ไม่ต้องมองหาเกียร์ว่างและไม่ต้องกังวลในการเปลี่ยนเกียร์

คือมันไม่ใช่จุดที่แสดงว่าใครขี่รถเก่งหรือไม่เก่งถึงเลือก DCT นะ แต่เป็นความก้าวหน้าล้ำของยุคสมัย คล้ายกันกับรถยนต์ที่มีทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้นั่นแหละ ประเด็นมันอยู่ที่ความสะดวก คล่องตัวและง่ายต่อการใช้งานเสียมากกว่า ขณะที่อรรถรสในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่งเอย กำลังเครื่องยนต์เอย ทุกอย่างมันมีความต่อเนื่อง ทำให้ขับขี่ได้สนุก อยากเร่งก็เร่งได้เลยไม่ต้องรอรอบมากเพราะเกียร์ในแต่ละโหมดค่อนข้างฉลาด เมื่อรวมเข้ากับระบบคันเร่งไฟฟ้าที่เป็นประตูสู่โหมดการขับขี่, Cruise control และ HSTC ที่มีความแม่นยำ ฉับไว เร่งได้นุ่ม โดยเฉพาะในความเร็วต่ำ ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่รถยนต์ตั้งแต่อีโก้คาร์ ไปจนถึงเบนซ์หรือแม้กระทั่ง Porsche ถึงเลือกใช้ระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ประเภทนี้แค่เรียกแตกต่างกันออกไปและพัฒนาให้มันมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของตนเองเท่านั้น

สำหรับโหมด Urban กำลังเครื่องยนต์ (Power output) นั้นเซ็ตมาให้อัตโนมัติอยู่ในระดับกลาง หากสังเกตที่วงกลมตัว P ด้านล่าง ขีดรอบ ๆ จะเหลือเพียงแค่ 2 ขีด ในขณะที่โหมด Tour คือโหมดที่ให้กำลังเยอะสุดขีดรอบ P จะเหลือแค่ขีดเดียวเพราะเขาคำนึงถึงสัมภาระและคนซ้อนด้วย รถจึงต้องส่งกำลังได้เต็มที่ นั่นหมายความว่ายิ่งขีดน้อย รถยิ่งแรง อย่าสับสนตรงจุดนี้นะครับ! สำหรับการใช้งานในเมืองกำลังในโหมด Urban ถือว่าพอแบบเหลือ ๆ เปิดคันเร่งปุ๊บรถเริ่มดึงเลยตั้งแต่รอบเดินเบา แรงบิดมาดีตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เท่ากับอัตราเร่งช่วงต้นที่ดีด้วย บิดแล้วแรงมีมาให้ใช้สอยทันทีไม่ว่าจะอยู่ในเกียร์ไหนรอบไหน ทำให้เร่งได้สนุก ยาวไปจนถึงช่วงที่แรงมาพีคสุดคือ 105 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ/นาที ในขณะที่แรงม้าสูงสุด 101 hp มาที่ 7,500 รอบ/นาที เมื่ออัตราเร่งมาดีเวลาออกจากโค้งหรือเปิดคันเร่งเร็ว ๆ อาจทำให้ล้อลอย ท้ายสไลด์และเสียบาลานซ์ได้ ระบบ HSTC , Wheelie control ป้องกันการยกล้อ และ Cornering ABS จึงเข้ามาช่วยตรงจุดนี้ แพ็คเกจระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทำงานร่วมกับกล่อง IMU แบบหกแกน ที่วัดการเคลื่อนตัวของรถแบบ Real time เพื่อป้องกันการสไลด์ของล้อหลัง ป้องกันการลอยของล้อหน้า และ ป้องกันไม่ให้ล้อล็อคเมื่อมีการใช้เบรกในโค้งตามลำดับ (ทั้งหมดสามารถเลือกปิดได้)

ไม่ว่าเครื่องยนต์จะมีสมรรถนะดีขนาดไหนแต่สิ่งสำคัญที่คู่กันมานั่นคือการควบคุม ซึ่งนำเราไปสู่เรื่องของระบบกันสะเทือนแบบช่วงชักยาว (Long-travel) ของ CRF1100L ที่สำหรับตัว Adventure Sports นี้เป็นโช้คไฟฟ้าของ Showa ขนาดแกน 45 มม. ที่มีช่วงยุบถึง 9.1 นิ้วที่ด้านหน้า แต่ความสะดวกสุด ๆ และทำให้รถรู้สึกขี่ดี ทั้งยังนิ่งขึ้นในทุกสภาพทาง (รวมไปถึงการใช้ความเร็วบนทางตรง) คือฟังก์ชั่นในการปรับตั้งตัวกันสะเทือนที่ทำออกมาให้เข้าใจได้ง่ายมาก เพราะสามารถเลือกจิ้มได้เลยจากหน้าจอทัชสกรีนในหัวข้อ Preload บริเวณด้านซ้ายของหน้าจอที่มีรูปหมวกอยู่สองใบกับปิ๊บอยู่หนึ่งอัน เพื่อเลือกปรับความตรึงของโช้คให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานได้ทันที ขี่เดี่ยวก็เลือกกดรูปหมวกใบเดียว ซ้อนสองก็กดหมวกสองใบ ใส่ปิ๊บก็กดรูปปิ๊บด้วย ง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือหากอยากเข้าไปปรับลึกกว่านั้นก็เข้าไปเลือกปรับได้ในส่วนของ Overall suspension Damping ซึ่งเป็นความหนืดโดยรวมของโช้คหน้า/หลัง (Hard/Standard/Soft/Off-road) หรือจะเลือกปรับเฉพาะโช้คหน้าอย่างเดียวก็เลือกที่ Front คุณจะสังเกตได้ทันทีเมื่อรถนั้นค่อย ๆ มีอาการเคลื่อนตัว ยิ่งจอดตั้งขาตั้งข้างจะเห็นชัดเจนว่าค่าของ Preload spring ของรถถูกดันขึ้นทันที ซึ่งลืมเรื่องการใช้เครื่องมือไปได้เลย (Preload สปริงหลังเลือกปรับได้มากถึง 24 ระดับ เอากับเขาสิ)

ทีนี้เรามาดูอีกจุดระบบกันสะเทือนเดิม ๆ นั้นให้มานิ่มจนรู้สึกได้ทันที เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักของการเดินทางเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่การลุยแบบกระโดดเนินหนัก ๆ ความนุ่มที่ให้มาจึงต้องการค่าสปริงที่มีความแข็งมากขึ้นในการรับน้ำหนัก เพราะรถนั้นมีน้ำหนักรวมถึง 250 กก. ถึงอย่างนั้นเมื่อเลือกปรับโช้คไว้แบบขี่คนเดียว ก็พบว่าช่วงล่างเองมีความหนืดและนุ่มกำลังพอดีกับการใช้งานด้วยความเร็วสลับช้าในเมือง ซึ่งสำหรับผมถือว่าพอดีแล้วเพราะหากเข้าไปปรับเพิ่มเปลี่ยนเป็น Hard คงรู้สึกกระด้าง เวลาลงหลุมสะเทือนถึงตัวคนขี่ และทำให้ยางรับภาระมากขึ้นจนสึกเร็ว กันสะเทือนหลังดูจะทำงานได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมจากสวิงอาร์มสไตล์ CRF450 พร้อมกระเดื่องทดแรงและการวางองศาโช้ค หลังใหม่ โดยท้ายรถไม่มีอาการย้วยหรือโยน เวลาเข้าโค้ง ทั้งยังซับแรงได้ดีขึ้นไปอีกเมื่อทำงานผสานกับยาง Tubeless ล้อซี่ลวดซึ่งให้ความยืดหยุ่นและเฟรมใหม่

สรุปแล้วมันดีต่อใจมากเพราะอยากให้โช้คเป็นแบบไหนก็แค่เอานิ้วจิ้ม ไม่ต้องใช้ประแจ ไม่ต้องมานั่งนับคลิก จะขี่แบบไหนขอให้บอก ไม่ว่าจะเลี้ยวมุมแคบ เข้าโค้งกว้าง สวิงรถผ่านช่องทางการจราจร สำหรับผม CRF 1100L ก็สอบผ่านทั้งหมด แม้กระทั่งการลัดเลาะผ่านรถติด ๆ ที่ถือเป็นเรื่องชวนปวดหัวของใครหลายคนก็ยังสามารถทำได้ง่ายด้วยแฮนด์สูงที่สูงและกว้าง จะเอาเท้าลงแตะพื้นตอนไหนก็ได้ถ้าเสียการทรงตัว แถมไม่ต้องมานั่งกำคลัตช์ เข้าเกียร์ ถ้ามีช่องต่อให้ไม่ต้องมีทักษะมากยังไงก็ไปได้ ส่วนสมรรถนะของระบบกันสะเทือนไฟฟ้า และลีลาของสิงห์ทะเลทรายจะเป็นยังไงบ้างเมื่อถูกพาลุยทางฝุ่นแบบจัดหนัก ติดตามได้ใน Fast Bike Thailand Magazine ฉบับหน้านะครับและสำหรับสาวกท่านใดสนใจสามารถสัมผัสตัวเป็นๆ ได้ที่ Honda BigWing ทั่วประเทศ

Test Ride: Super Bird Saen Boonchoeisak

Photographer: Pairoj Jamnansil

Fast Bikes Thailand ISSUE 085

สั่งซื้อ: https://www.fastridesmag.com/catalog หรือ Inbox Facebook: Fast Bikes Thailand

Related