0

“XPLORER: Unseen Discovery” เปิดประสบการณ์ขับขี่ ใช้ “ทางดี มีเซเว่น” ผจญภัยข้ามพรมแดนไทย-ลาว

การได้ออกไปขี่มอเตอร์ไซค์บนเส้นทางใหม่ ๆ เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นเสมอ สายลมที่ให้ความรู้สึกอิสระ ทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา และความท้าทายของเส้นทางที่ไม่เคยพบเจอ ความรู้สึกเหล่านี้ กับการได้ไปเยือนยังสถานที่ซึ่งไม่เคยไปบนมอเตอร์ไซค์คู่ใจ คือสิ่งที่ทำให้ไบค์เกอร์อย่างเรา ๆ พยายามรวบรวมกลุ่มก๊วนเพื่อนฝูง เพื่อไปออกทริปร่วมกันในวันหยุด

เส้นทางที่คนนิยมใช้กันก็มีอยู่มากมาย ตั้งแต่ไม่ไกลจากกรุงเทพอย่างเขาใหญ่ สวนผึ้ง ยาวหน่อยก็ขึ้นเหนือไปเชียงราย เชียงใหม่ จนถึงออกประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว เวียดนาม ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเลือกเส้นที่ “ถนนดี ขี่ง่าย” เพราะเหมาะกับรถสปอร์ต เน็กเก็ต และทัวร์ริ่ง แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ชอบออกไปเปิดประสบการณ์บนทางโหด ๆ ที่เราเรียกกันติดตลกว่า “ทางดี มีเซเว่น” ด้วยรถแอดเวนเจอร์ หรือรถวิบาก อย่างการผจญภัยข้ามพรมแดนไทย-ลาว ของเราในครั้งนี้ กับกิจกรรม Xplorer the unseen discovery ที่จัดขึ้นโดยไทย ฮอนด้า บนเส้นทาง เชียงของ – อุดมชัย – หลวงพระบาง – น่าน ซึ่งเป็นการขับขี่สไตล์แอดเวนเจอร์แคมป์ปิ้ง ออกเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตร 3 วัน 2 คืน สัมผัสเสน่ห์ของ เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง และ อุดมไชย เมืองธรรมชาติอันเงียบสงบของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้วย Honda CRF 300 Rally ที่สายป่า สายลุยทางไกล น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี…

เริ่มต้นออกเดินทาง

เราบินด้วย Air Asia ไปยังอ. เชียงของ จังหวัดเชียงราย พร้อมพักที่นั่น 1 คืน พอช่วงเช้าหลังฟัง Briefing เส้นทางจากเจ้าหน้าที่ของ บ.ไทยฮอนด้า จบ จึงถึงบางอ้อว่าการขับขี่ในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มลูกค้า ที่จะใช้รถหลากหลาย ตั้งแต่ Honda CRF, XL750, X-ADV, NC750X, NX500 และ CB500X โดยวิ่งไปในรูททางดำ ส่วนกลุ่มสื่ออย่างพวกเราจะใช้ CRF 300 Rally และถูกพาไปเชือดบนทางฝุ่นล้วน ๆ โดยมี หน่อง- ภิไธยนรินทร์ อาสนเรืองรอง, ชาคริต รุ่งสุวรรณ, ป๊อกกี้ สายฝุ่น และอีกหลายคน ซึ่งล้วนเป็นอดีต นักแข่งรถจักรยานยนต์ โมโตครอส และผู้มีประสบการณ์ทางฝุ่นดีกรีแชมป์ประเทศไทยหลายสมัยเป็นผู้นำทริป เรียกว่าทางโหดขนาดไหนก็ไม่ต้องกังวล (รึเปล่า?…หยอก ๆ)

ออกจากโรงแรมเชียงของทีค การ์เด้น เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 4 กม. ก็ถึงด่านเชียงของ หลังทำเรื่องเสร็จ จึงข้ามแพไปยังเมืองห้วยชายฝั่งสปป. ลาว แล้ววิ่งบนถนนดำไปอีกประมาณเกือบ 200 กม. เพื่อไปหลวงน้ำทา สำหรับช่วงนี้การขับขี่ยังไปกันแบบชิลล์ ๆ เสื้อผ้าหน้าผมยังสะอาดเนื้อตัวไม่เลอะปราศจากฝุ่น สองข้างทางมีต้นปรือขนาบข้าง ลาดยาวไปตลอดแนวสันเขา พร้อมโค้งแคบ กว้าง ต่าง ๆ มากมาย ลัดเลาะไปตามพื้นที่ของไหล่เขา

CRF 300 Rally ที่ให้ช่วงยุบของโช้คมาเต็มเบอร์ โดยรัดยางฝุ่นของ Bridgestone ตอบสนองได้ดีตรงจุดนี้ กันสะเทือนมีความยืดหยุ่นของระยะยุบตัว ตัวยางเองก็วิ่งบนทางดำได้ดีรับกับการทำงานของโช้คหน้าและโครงสร้างของตัวรถ เรียกว่าในความเร็วแตะร้อยที่วิ่งกัน ยางนั้นเกาะถนนได้ค่อนข้างดี ช่วงแรกอาจรู้สึกว่ากระด้างไปบ้างเวลาเจอรอยต่อของถนนที่ต่างระดับ เพราะเป็นยางหนาม ดอกหน้าตัดตรง สภาพใหม่กริ๊บ แต่พอโครงสร้างยางเริ่มปรับตัวกับสภาพทางวิ่งได้แล้วความตึงตังก็เริ่มลดน้อยลงจนอยู่ในช่วงที่โช้คสามารถกระจายแรงได้เกือบหมด เหลืองเพียงแต่เสียงที่ดังจากช่องระบายของดอกยางเวลาวิ่งให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ

จอดแวะพักในช่วงแรกก่อนถึงหลวงน้ำทา หลายคนเริ่มเดินมาเช็ครถ เพราะยังต้องวิ่งกันบนทางดำไปอีกซักพัก ส่วนผมเลือกที่จะไม่ปรับลดลมยาง เพราะ CRF 300 Rally เป็นรถสายลุย ถูกออกแบบมาให้มีสมรรถนะที่ดีเมื่อวิ่งในทางธุระกันดาร ยางหนามของ Bridgestone จะทำงานได้เต็มศักยภาพก็ต่อเมื่อดอกยางถูกฝังจมลงไปในดิน ถัดจากทางดำ เราต้องวิ่งทางดินกันอีกหลายกิโลเมตร หากลดลมยางตอนนี้เพื่อให้ขี่สบายขึ้นมาหน่อย พอไปวิ่งในทางฝุ่นถ้าลมยางต่ำกว่าสเปกโครงสร้างยางอาจมีการบิดตัว และเกาะทางวิ่งได้ไม่ดีเท่าที่ควร

เมื่อถึงหลวงน้ำทา และกินอาหารกลางวันกันเรียบร้อย เราต้องใช้เส้นทาง Off Road วิ่งไปยังอุดมไชยที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 150 กม. ก่อนจะไปแยกกันโดยกลุ่มลูกค้าจะใช้ทางสายหลักที่มีการปรับปรุงใหม่ และเป็นถนนดำแล้วเพื่อขี่ต่อไปยังน้ำกัดยอ ส่วนขบวนสื่อของเราจะลุยทางฝุ่นเส้นเก่าเพื่อไปถึงยังจุดหมายเดียวกัน ซึ่ง…ถึงจะบอกว่าเป็นทางที่ชาวบ้านยังใช้กันอยู่ แต่สภาพนี่น้อง ๆ ดาการ์แรลลีเลย เพราะเป็นทางฝุ่นยาวสุดลูกหูลูกตา เลาะเลียบไปตามไหล่เขาผ่านหมู่บ้านชนเผ่าที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มีหลุมลึก พร้อมโขดหินใหญ่ ๆ ให้ต้องวิ่งหลบ ส่วนในโค้งก็มีแต่ก้อนกรวด ก้อนหิน เราเลยต้องวิ่งกันด้วยความเร็วประมาณ 80-100 กม. เพื่อให้รถนั้นลอยตัวอยู่บนฝุ่น หินกรวด หินก้อนใหญ่ ที่คอยดูดให้น้ำหนักรถกับคนขี่ จมลง

ในทางลักษณะนี้ Honda CRF 300 Rally สามารถวิ่งผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะง่ายไปเสียทั้งหมด เพราะบางครั้งเราต้องเจอกับร่องน้ำ ร่องฝุ่นที่รถบรรทุกทิ้งไว้ พอลงไปก็พบว่าน้ำขึ้นมาสูงเกือบท่วมเครื่องยนต์ ระบบกันสะเทือนที่หลายคนบอกว่าสูง นิ่ม ยวบยาบ กลับทำให้ตัวรถผ่านอุปสรรคเหล่านี้มาได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ ตัวโช้คสามารถซับและกระจายแรงกระแทกได้ดีมาก รวมถึงตัวรถที่สามารถหยุดได้ทันทีเมื่อเติมความเร็วมาถึงโค้งหักศอกลื่น ๆ ด้วยการรวบเกียร์ บีบเบรกหน้าหนัก ๆ พร้อมกดเบรกหลังให้พอตึง โดยที่ล้อไม่ล็อก เพราะ Module ของระบบ ABS 2 Channels คอยประมวลน้ำหนักแรงดันเบรกที่กดไปสู่คาลิปเปอร์ พร้อมลดความถี่ในการจับจาน และแรงดันเมื่อความเร็วลดลง เรียกว่ามีความแม่นยำสูง จนบางโค้งไม่จำเป็นต้องใช้เบรกหลังเข้ามาช่วยด้วยซ้ำ

เรายังคงเดินทางต่อไปโดยเริ่มเปลี่ยนมาใช้ความเร็วสูงขึ้น เนื่องจากฝุ่นที่ตลบขึ้นมา บวกกับสภาพอากาศที่ช่วงนั้นขมุกขมัวเพราะ PM 2.5 มันบังตา จนถ้าวิ่งช้า ๆ จะตามคนนำเส้นทางไม่ทัน การลุยในความเร็วโดยไม่วิ่งหลบแบบ “รูดทุกหลุม ลงทุกร่อง” ทำให้ขบวนของเราวิ่งตามกันได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วง ซึ่งมันพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแรงของวงล้อ D.I.D ประสิทธิภาพของระบบกันสะเทือน และสมรรถนะของยาง Bridgestone เมื่อมีการใช้ลมยางตามสเปก จนทำให้รถสามารถผ่านทุกอุปสรรคมาได้ มีแค่ร่องน้ำขนาดใหญ่ซึ่งพาดผ่านกลางถนนที่ต้องใช้ความระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้จะรอดจากร่องแรกมาได้ แต่พอกำลังกดคันเร่งผ่านฝุ่นที่ลอยขึ้นมาหนาจนมองไม่เห็นคันนำที่อยู่ห่างไปแค่ไม่ถึง 5 เมตร ผมก็เจอกับร่องน้ำร่องหมายเลขสองที่พาดขวางถนนอยู่ การตกลงไปในความเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว ส่งให้รถลอยเด้งขึ้นไปหยุดอยู่ในทางระบายน้ำข้างถนน นี่ถ้าโช้คแข็ง ลมยางอ่อน ล้อไม่ดี คงหน้าพับล้มตั้งแต่ปักลงไปครั้งแรก ใจหายแว๊บแต่ก็รอดมาได้!!

เรายังคงวิ่งต่อผ่านทั้งทางขึ้นเขา ลงเขา เข้าป่า เข้าหมู่บ้าน จนฟ้าเริ่มมืดค่อยมาถึงน้ำกัดยอละปา แม้จุดหมายจะอยู่ตรงหน้า แต่แว่นวิกบากฉาบปรอทเจ้ากรรมที่ใส่มาก็ดูจะไม่เป็นใจ เพราะทำให้มองไม่เห็นทาง เลยตัดสินใจถอดแว่น หยีตา เปิดไฟสูงขี่ฝ่าฝุ่น ผ่านเส้นทางที่มืดสนิท จนกระทั่งมาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย วันแรกยังโหดมันฮาขนาดนี้ วันต่อไปจะขนาดไหน

วันที่สอง น้ำกัดยอละปา – หลวงพระบาง

เรายังคงใช้ทาง Off Road วิ่งจากบ้านรุ่งไปเมืองงา ก่อนจะต่อไปยังปากเซือง แล้วไปจบรูทที่หลวงพระบาง เส้นทางก็ไม่ได้ต่างจากวันแรกเท่าไหร่ ยังคงเป็นทางฝุ่นที่เต็มไปด้วยหลุมดาวอังคาร จากฝุ่นน้ำตาล กลายมาเป็นฝุ่นขาว กรวดเม็ดเล็ก ๆ กลายมาเป็นหินก้อนใหญ่ที่พร้อมโค่นคนขี่ให้ตกรถหรือลงข้างทางได้ตลอดเวลา ความเร็วในวันนี้ถ้าเทียบกับความเร็วของพวกชาวบ้านที่ใช้เส้นทาง หรือรถยนต์ที่มีวิ่งผ่านมาให้เห็นแค่คันสองคัน ถือว่าซัดกันเต็มไมล์ จากเมืองงาไปปากเฆือง เส้นทางเปลี่ยนเป็นวิ่งขึ้นเขา เข้าทางชัน ดันขึ้นเนิน แต่จะเผลอเพลินกับธรรมชาติไม่ได้ เพราะทางขึ้นเขามีต้นไม้หนาบังแดดไว้ไม่ให้โดนทางวิ่งที่เป็นดิน มันเลยลื่นสุด ๆ ลมยางยังคงเติมตามสเปก เมื่อโครงสร้างยางไม่ย้วย ดอกฝังลงไปในดินได้เต็มที่ กันสะเทือนเลยทำงานได้ดีจนรถไม่เสียอาการ ที่สำคัญระบบเบรก ABS ของ CRF ยังทำงานได้แม่นยำดีไม่มีเพี้ยนบนทางลักษณะนี้

ไหลลงเขาใช้เอนจิ้นเบรกเยอะหน่อย แต่เครื่องยนต์ก็ยังคายกำลังอัดได้รวดเร็วดี ทำให้เกียร์ไม่อั้น ความร้อนไม่ขึ้นจนเครื่องฮีต และกำลังรถไม่ตก CRF 300 Rally ตัวนี้มีไฟชิพไลท์คอยกระพริบเตือนให้เปลี่ยนเกียร์ด้วย แต่ส่วนตัวแล้วมาขี่บนทางแบบนี้ สำหรับเครื่องสูบเดี่ยว ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเกียร์สูงให้เร็วตลอด โดยไม่ลากรอบไปจนชิพไลท์กระพริบ แค่ให้รู้สึกว่ารอบตึงกำลังเหมาะก็เปลี่ยนได้แล้ว ทั้งขึ้นเขา ลงเขา เข้าป่า ทางดินหนังหมู มันจะเร่งได้นุ่ม ๆ ไม่ลื่น ล้อหลังไม่เสียกำลังงาน อยากหยุดรถก็สามารถปิดคันเร่ง เบรก ลดเกียร์ต่ำ เรียกเอนจิ้นเบรกได้อย่างสมบูรณ์

ถึงหลวงพระบางในเวลาค่ำ ซึ่งรอบนี้ก็ต้องถอดแว่นขี่อีกแล้ว โชคดีที่รูทนี้ฝุ่นน้อยกว่าไม่ต้องหยีตามากเท่าวันแรก ถึงรีสอร์ท นอนกางเต็นท์ อากาศหนาวได้ใจแบบฟิน ๆ

วันสุดท้าย น้ำตกตาดกวางสี – ไชยบุรี – เมืองเงิน – ด่านแดนน้ำเงิน – กลับภูมิลำเนา

ถึงทางวิ่งวันนี้จะยังเป็น Off Road แต่ก็ถือว่าเบากว่าสองวันแรกมาก เพราะเป็นทางดำที่ดำไม่สนิทสลับกับทางฝุ่นเป็นช่วง ๆ เส้นนี้เอารถอย่าง CRF 300 Rally มาถือว่าขี่สนุกมาก หลุดช่วงลงเขาที่มีฝุ่นขาวตลบอบอวล จะเป็นหินก้อนกลมใหญ่ ๆ บิดมาเต็มแค่ยกคันเร่งท้ายรถก็ขวางเอง พอกลับมาเดินคันเร่งต่อรถจะพาวเวอร์สไลด์เข้าโค้งแบบงาม ๆ ซึ่งกรุ๊ปเราชอบกันมาก หาจังหวะเล่นกันอย่างสนุก จุดแวะพักมีลำธาร น้ำใสไหลเย็นสบาย หยุดดูวิถีชีวิตชาวบ้าน มาอาบน้ำ เด็ก ๆ เล่นกันสนุกสนาน ก็ชิลล์ดีไปอีกแบบ ปิดทริปด้วยการวิ่งมาถึงด่านแดนน้ำเงิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของทรานส์เอเชียมารอเตรียมเอกสารไว้ให้หมดแล้ว ทุกคนจึงผ่านมาได้แบบไม่ยุ่งยาก ถึงที่พักชมพูภูคารีสอร์ท หลับเป็นตาย ทริปนี้สนุกสุดใจ

สรุป

ทริป XPLORER: Unseen Discovery เปิดประสบการณ์อันซีนสมชื่อ ขี่สนุก เส้นทางท้าทาย ถึงจะเหนื่อยบ้างล้าบ้าง แต่ทุกคนก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะพิชิตเส้นทาง มีทั้งช่วงที่เราต้องโฟกัสกับการขับขี่ การควบคุมรถ และช่วงที่เราได้ดื่มด่ำกับอิสระและวิวทิวทัศน์ของประเทศเพื่อนบ้านที่สวยงาม ภาพของธรรมชาติ ป่าเขา และวิธีชีวิตของชนเผ่าหลากหลายชาติพันธุ์ที่เห็นผ่านทางหน้าจอ ก็ไม่รู้สึกดีเท่าได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง มาขี่ทางแบบนี้เลือกรถให้ถูก เตรียมตัวให้พร้อมไว้ ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง (ถ้ารอบนี้ไม่ได้ CRF 300 Rally ชีวิตคงลำบากกว่านี้) ผมเองยังเสียดายที่ไม่ได้หยิบแว่นวิบากเลนส์ใสมาใส่แทนเลนส์ปรอทที่พกมา แต่ก็อย่างที่เขาว่า รู้อะไร ไม่สู้ “รู้งี้” ขอบคุณเจ้าหน้าที่จากไทยฮอนด้าทุกท่าน ๆ และนักขี่นำเส้นทางที่โคตรมืออาชีพทุกท่าน ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ทริปนี้ของเราน่าจดจำ มีโอกาสคราวหน้าเจอกันใหม่ สนุกมาก ๆ ครับ

Related