“เครื่องใหม่ แรงเร้า ทรงเก๋าคลาสสิก” — Harley-Davidson Low Rider S 117 (MY2025)
สำหรับหลายคน “เสน่ห์ของ Harley-Davidson” อยู่ที่ความคลาสสิกเหนือกาลเวลา — ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ตัวรถขนาดใหญ่ ฐานล้อยาว แต่ยังวางเท้าแตะพื้นได้มั่นคง พร้อมเครื่องยนต์ V-Twin ทอร์คจัด สุ้มเสียงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ใจเต้นแรงเป็นจังหวะตั้งแต่รอบเดินเบา…

นี่คือเหตุผลที่ทำให้รถจาก H-D กระตุ้นเทสโทสเตอโรนให้เหล่าผู้ขี่ทั่วโลกได้ในแบบที่ไม่มีใครเหมือน และสะท้อนความพยายามของแบรนด์ในการรักษา DNA อเมริกันขนานแท้ที่ผู้คนหลงใหลมาเป็นเวลากว่า 122 ปี

นอกจาก “สูตรสำเร็จ” สไตล์ดั้งเดิม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฮาร์ลีย์-เดวิดสันยังค่อย ๆ ปรับตัวให้ก้าวทันโลก ด้วยการเพิ่มความหลากหลายของไลน์อัปให้ครอบคลุมมากขึ้น รถแต่ละรุ่นจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจน และตอบโจทย์การขี่ได้แทบทุกเซกเมนต์ ทุกช่วงวัย — ตั้งแต่สปอร์ต ครุยเซอร์ ไปจนถึงแอดเวนเจอร์

แต่ละโมเดลถูกพัฒนาให้แรงขึ้น ฉลาดขึ้น และเข้าถึงง่ายกว่าเดิม ผ่านการเพิ่มความจุกระบอกสูบ ปรับเทคโนโลยีควบคุมเครื่องยนต์ให้ล้ำสมัย รวมถึงติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยขับขี่ที่เสริมทั้งความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกจังหวะของการควบคุม — ทั้งหมดคือความตั้งใจของฮาร์ลีย์ในการเปิดประตูต้อนรับผู้ขี่หน้าใหม่ให้เข้ามาสัมผัสแบรนด์ของตนเอง

Harley-Davidson Low Rider S 117 (MY2025) ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นในตระกูล Softail ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดผู้ขี่หน้าใหม่ ด้วยส่วนผสมของสมรรถนะแบบสปอร์ต บุคลิกดิบดุดันในสไตล์คัสตอมคลาสสิก ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ทำให้ตัวรถรู้สึก “ครบเครื่อง” ตั้งแต่ออกจากโรงงาน

รุ่นปี 2025 เปลี่ยนจากเครื่อง Milwaukee-Eight® 114 ความจุ 1,868 ซีซี มาเป็น Milwaukee-Eight® 117 ความจุ 1,923 ซีซี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการขยายความจุกระบอกสูบ แต่ยังมีการปรับปรุงรายละเอียดทางเทคนิคหลายจุด พร้อมแยกเวอร์ชันของตัวเครื่องให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่ในแต่ละรุ่นของไลน์ Softail เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข “ซีซี” คือการทำให้ตัวเครื่องมีความแข็งแรง ทนทาน และตอบสนองต่อการเรียกอัตราเร่งได้ทุกสถานการณ์

เครื่องยนต์ High-Output ใหม่บล็อกนี้ จะสามารถทำงานสอดรับกับโครงสร้าง และคาแรกเตอร์แบบขวัญใจสายซิ่งของ Low Rider S ได้ดีขนาดไหน? เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ใส่เข้าไปมีความกลมกล่อมลงตัวยังไงบ้าง? ตาม FastRides Mag ของเราเดินทางไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อหาคำตอบกัน…
“แรงกว่า ชัดขึ้น” ทั้งเครื่องและโครงสร้าง
หลังแวะเยี่ยมและรับรถจาก Harley-Davidson of Surat Thani — โชว์รูมเปิดใหม่ที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุดใจกลางเมืองสุราษฎร์ ของ บริษัท พาวเวอร์ สเตชั่น มอเตอร์สปอร์ต ซึ่งเปิดต่อจาก Harley-Davidson of Phuket เป็นสาขาที่ 3 ก็ถึงเวลานำ Low Rider S 117 ออกไปขี่ชมความสวยงามของแดนใต้ในช่วงหน้าฝน

เริ่มต้นจากตัวเมือง มุ่งหน้าผ่านบ้านนาดี ก่อนจะเข้าสู่ถนนสายสงบในเขตสวนยางของบ้านนาสาร ท่ามกลางอากาศสดชื่นและทัศนียภาพที่เขียวชอุ่มตลอดทาง

อย่างแรกเลยที่รู้สึกได้คือมันแรงขึ้นชัดเจน คันเร่งคมขึ้น แรงบิดมาเร็ว ไล่ยาวต่อเนื่อง แถมฟีลในการขี่กับการควบคุมก็ยังดีขึ้นกว่าเดิมด้วย แต่มันเป็นความแรงแบบนุ่มหนัก ไม่กระโชกโฮกฮาก โดยเฉพาะทอร์คตั้งแต่รอบต่ำถึงกลาง กดคันเร่งหนัก ๆ ดึงจนตัวไหลไปชิดพนักพิงเบาะในทันที

ตอนผมอยู่อเมริกาสมัยเครื่อง Evolution กับ Twin Cam ที่ยังเป็น 2 วาล์ว/สูบ ก่อนจะพัฒนามาเป็น Milwaukee-Eight 4 วาล์ว/สูบ (8 วาล์วตามชื่อ) ในปี 2017 ถ้าอยากได้ความจุและกำลังระดับนี้ ต้องใส่ชุดอัพเกรด ถึงพาร์ทจะสั่งมาจากสำนักแต่ง แต่ถ้าเอาไปให้ร้านไม่มีประสบการณ์ เครื่องมือไม่ได้มาตรฐานทำ ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นได้ เพราะหลายอย่างละเอียดขนาดต้องใช้ฟิลเลอร์เกจ วัดกันเป็นไมครอน

วันนี้เรามีเครื่อง Milwaukee-Eight® 117 มาให้จากโรงงาน ปรับรายละเอียดตั้งแต่ฝาสูบ ระบบไอดี ไปจนถึงระบบระบายความร้อน ให้มีความแข็งแรง ทนทาน รองรับการใช้งานได้แบบไม่ต้องห่วงว่าขี่ ๆ ไปรถจะฮีท เครื่องจะพัง แถมถ้าต้องการอัปเกรด ฮาร์ลีย์เขาก็มีชุด kit Screamin’ Eagle Performance มาให้จากโรงงาน อยากทำเยอะแค่ไหน สเตจอะไร ยกหูหาดีลเลอร์ เอารถเข้าไปใส่ได้ทันที คือมันดีกว่าแต่ก่อนเยอะ
เครื่อง Milwaukee-Eight® 117 High-Output 1,923 ซีซี
ถูกปรับจูนมาเพื่อให้ตอบรับการเรียกแรงบิดและอัตราเร่งที่รวดเร็ว ฉับไว กว่าเครื่อง 117 Classic หรือ 117 Custom ที่อยู่ใน 2025 Street Bob และ Breakout เครื่อง M8 117 High-Output บล็อกนี้ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า (85 กิโลวัตต์) ที่ 5,020 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร มาที่ 4,000 รอบ/นาที

ถ้าดูจากมิติกระบอกสูบ x ช่วงชัก ที่ 103.5 x 114.3 มม. จะเห็นว่าลูกสูบนั้นใหญ่ขึ้นกว่าของเครื่อง 114 อีก 1.5 มม. (ปี 2020 114 ใช้ลูก 102 มม.) ส่วนช่วงชักนั้นมีความยาวเท่ากัน ในขณะที่กำลังอัดนั้นลดลงเล็กน้อยเหลือ 10.3:1 จากของเดิม 10.5:1 ซึ่งทำให้จังหวะยกคันเร่งรู้สึกนุ่มนวล เวลาเปลี่ยนเกียร์รถไม่กระชาก และเอนจิ้นเบรกน้อยมาก

การปรับปรุงที่ทำให้อัตราเร่งมาไวทันใจ ข้ามลอยต่อระหว่างเกียร์ และกำลังรับกันดีในทุกเกียร์ มาจากแคมชาฟต์ใหม่ซึ่งช่วยให้การไหลของไอดี และการคายไอเสียมีจังหวะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น พร้อมการจุดระเบิดแบบ Twin pug หรือ 2 หัวเทียน/สูบ ที่ถูกปรับให้เกิดการเผาไหม้อย่างรวดเร็วและหมดจดภายในฝาสูบ ซึ่งออกแบบห้องเผาไหม้ใหม่ให้ทำงานสอดคล้องกับจังหวะแคมชาฟต์ได้อย่างลงตัว

กระเดื่องกดวาล์วถูกปรับใช้วัสดุที่แข็งแรงขึ้น รองรับแรงกระแทกจากก้านกระทุ้ง (Push rod) ที่ถ่ายทอดแรงจากแคมชาฟต์ด้านล่าง และแรงกดสู่วาล์ว ไอดี-ไอเสีย ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อย่างที่บอก — ชุดบนนั้นเมื่อขยับมาเป็น 117 แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างยังคงเป็นเครื่องยนต์แบบ Under Square ที่ช่วงชักยาวทะลุมิติ จนผมต้องเรียกเองว่า “ซูเปอร์อันเดอร์สแควร์” ในสไตล์ Harley-Davidson ที่ชอบ “break the rules” อยู่เสมอ

ผลลัพธ์คือ “รอบต้น” ที่หนักแน่น ดึงดี อัตราเร่งมาไว และพาความเร็วทะยานขึ้นแตะ Cruising Speed หรือ “ความเร็วเดินทาง” ที่ 120 กม./ชม. ได้อย่างสบาย ๆ แม้จะไต่ขึ้นไปสูงกว่านั้นในช่วงที่มันมือ ตัวรถก็ยังรู้สึกนิ่งมั่นคง เครื่องยนต์ทำงานเรียบเนียน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานจากการเผาไหม้เป็นกำลังขับเคลื่อน พร้อมลดการสูญเสียพลังงานจากความร้อนได้อย่างชัดเจน
เร่งเร็ว นุ่ม ไม่กระตุก ให้อารมณ์ต่อเนื่อง
อัตราเร่งที่ทรงพลังมาจากการทำงานร่วมกันของชุดฝาสูบและแคมชาฟต์ โดยใช้เรือนลิ้นเร่ง (Throttle Body) ขนาด 58 มม. พร้อม Throttle Sensor คอยตรวจจับปริมาณการเปิดคันเร่ง ก่อนส่งข้อมูลไปยังกล่อง ECU
เพื่อคำนวณและควบคุมอัตราส่วนน้ำมัน/อากาศ รวมถึงจังหวะการจุดระเบิดให้เหมาะสม ผลลัพธ์คือคันเร่งที่ตอบสนองแม่นยำ “เปิดแล้วแรงมาในทันที” ไม่มีอาการหน่วงหรืออมให้เสียจังหวะ

การเร่งแซงสามารถทำได้อย่างเด็ดขาด และทรงพลัง โดยไม่ต้องใช้รอบเครื่องสูงมาก และหลายครั้งสามารถกดคันเร่งแซงได้เลยในเกียร์สูง อย่างหนึ่งที่ทำให้อารมณ์ความสนุกรู้สึกต่อเนื่อง ไม่ขาดตอนคือ เกียร์ที่เปลี่ยนได้ง่าย ทั้งเกียร์สูงและเกียร์ต่ำ

การพัฒนาและเสริมชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้ทำงานสอดคล้องกันคือหัวใจสำคัญ โดยระบบคลัตช์ได้รับการปรับให้สปริงและแผ่นคลัตช์มีความแข็งแรงมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายทอดกำลัง ลดการลื่นไหล และช่วยให้รถไม่เสียกำลังในรอบเครื่องสูง สอดรับกับระบบเกียร์ ที่กระปุกเกียร์หมุนลื่นคล่อง ทำให้ก้ามปูเกียร์ไปเลื่อนเฟืองเกียร์ต่าง ๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จนแทบไม่ต้องบีบคลัตช์ในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ (ยกเว้นตอนเข้าเกียร์ 1 หรือตอนจอดเท่านั้น)
ความคลาสสิกกับเทคโนโลยีที่ไปด้วยกันได้
แน่นอนว่าในยุคนี้ “ความเร็วและความแรง” ต้องมาคู่กับ “ความสะดวกและความปลอดภัย” Low Rider S 117 (MY2025) ติดตั้งพอร์ต USB-C ไว้ใต้ถังน้ำมันฝั่งซ้าย ใช้งานง่าย ส่วนสวิตช์แฮนด์ถูกออกแบบให้ปุ่มไม่เยอะ เข้าใจง่าย ใช้เปลี่ยนโหมดขับขี่และเปิด Cruise Control

เรือนไมล์ทรงกลมขนาด 4 นิ้ว ยังคงความคลาสสิกแบบมาตรวัดอนาล็อก ผสมจอ LCD ด้านล่าง ให้ทั้งความเรียบง่ายและฟังก์ชันครบไม่เยิ่นเย้อ พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์จัดเต็มที่สอดคล้องกับการใช้งานจริง

เริ่มตั้งแต่ ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (TPMS), ระบบเบรก ABS, และ Traction Control ที่ทำงานร่วมกับองศาการเอียงของรถในโค้ง (C-ABS, C-TCS) รวมถึงระบบ C-DSCS ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อหลังลื่นไถลหรือเกิดการล็อก เมื่อเชนจ์เกียร์รวดเร็วหรือยกคันเร่งกะทันหัน โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่เปียกหรือมีแรงยึดเกาะต่ำ

ในส่วนของโหมดขับขี่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ Rain, Road, และ Sport ให้คาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
- Sport Mode: คันเร่งคม ตอบสนองเร็วทันใจ แรงมาเต็ม และเอนจิ้นเบรกหนักขึ้นเล็กน้อย
- Road Mode: รอบกวาดไวกำลังดี แรงมาแบบนุ่มแต่หนักแน่น เหมาะกับการใช้งานประจำวัน
- Rain Mode: คันเร่งตอบสนองช้าลงเล็กน้อย การส่งกำลังซอฟต์ลง โดยเฉพาะรอบต้น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่จะเข้ามาหน่วงกำลังเครื่องเพื่อเพิ่มการยึดเกาะในสภาพถนนที่กริปน้อย — โดยเฉพาะตอนกดคันเร่งไว ๆ ออกจากโค้ง
ระบบเบรก กันสะเทือน และเฟรม Softail
Low Rider S 117 ใช้เฟรม Softail ที่ซ่อนโช้คหลังแบบปรับ Preload ได้ไว้ใต้เบาะกึ่งกลางตัวรถพอดิบพอดี ส่วนโช้กอัพหัวกลับขนาด 43 มม. ที่ด้านหน้า ถึงจะปรับค่าไม่ได้ แต่ก็มีการเซ็ตค่าพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชั่น มาให้สามารถรองรับน้ำหนัก และกระจายแรงขณะขับขี่ได้ลงตัวเลยทีเดียว

การเปลี่ยนไปใช้สปริงแบบ Single-rate แทนแบบ Progressive springs ทำให้สมดุลดีขึ้น ลดความกระด้าง และจับการทำงานของช่วงล่างได้กว่าเดิม โดยเฉพาะจังหวะกระแทกคันเร่งในความเร็วสูงที่ไม่ต้องกังวลเลยว่ารถจะย้วย จากน้ำหนักตัวที่เยอะ

ไม่ว่าจะรอบเครื่องสูงหรือต่ำ จะยกคันเร่งกะทันหันหรือเชนจ์เกียร์ลงหนัก ๆ รถก็ยังนิ่ง ทั้งก่อนเข้าโค้งและตอนออกโค้ง เพราะกันสะเทือนหน้า–หลังช่วยกระจายแรงได้ดี จนสามารถขี่ได้อย่างมั่นใจและรู้สึกว่ายางเกาะถนน

ดิสก์เบรกคู่หน้าที่ทำงานร่วมกับคาลิปเปอร์แบบ 4 ลูกสูบ ชะลอความเร็วตัวรถลงได้แบบเหลือ ๆ สามารถหยุดความเร็วได้มั่นใจ แรงของน้ำหนักในการใช้เบรกไม่สะท้อนกลับ เพราะโช้คหน้ามีความหนืดที่พอดีในจังหวะคืนตัว และกันสะเทือนทั้งหน้า-หลังกระจายแรงได้สัมพันธ์กัน พอยกคันเร่ง เชนจ์เกียร์ ในช่วงยุบตัว รถสามารถจิกโค้งได้อย่างรวดเร็ว — แน่นอน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” และ “ความรีบ” ของผู้ขี่ในจังหวะนั้นด้วย
สรุปสั้น ๆ ว่ามันโดน
หลังจากที่ได้ลองมาทั้งวัน ก็ต้องยอมรับเลยว่า Low Rider S 117 มันเป็นอะไรที่ลงตัวมาก เรื่องสไตล์ความสวย คงไม่ต้องพูดถึง เพราะฮาร์ลีย์ เดวิดสัน ได้ก้าวข้ามจุดนั้นจนกลายมาเป็นความอมตะไปแล้ว สมรรถนะของเครื่อง M8 117 มันทำให้รถแรงขึ้น ขี่สนุกกว่า ในขณะเดียวกันเฟรม และช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่ของตระกูล Softail ก็ยิ่งที่ให้การควบคุมนั้นมีความคม ชัดและจับการทำงานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

เบาะเตี้ยนั่งสบาย ขี่ไปไหน ก็สามารถเอาเท้าสองข้างลงพื้นได้เต็ม ๆ เปิดคันเร่งแรงบิดหนัก ๆ ตัวก็ไหลไปติดกับพนักพิงเบาะ ไม่ต้องกังวลเมื่อใช้ความเร็วสูง ไม่ต้องเสียแรงเย่อดึงแขนล็อคกับแฮนด์ให้เมื่อยล้าในการเดินทาง เอนหลังบิดไปยาว ๆ เทคโนโลยี Rider Safety Enhancements ที่ให้มาครบ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกสถานการณ์ ขี่ถึงจุดหมาย ปลอดภัย กลับถึงบ้านได้ “หล่อเหมือนเดิม” ทั้งคนทั้งรถ

ทรงแบด ๆ แบบนี้เป็นรถที่ “ใช่” สำหรับคุณรึเปล่า อยากรู้ว่ามันขี่ดีจริงไหม ไปลองได้แล้ววันนี้ที่ Harley-Davidson of Bangkok (Power Station Rama 9), Harley-Davidson of Surat Thani, และ Harley-Davidson of Phuket ครับ











