Triumph Tiger 900 Rally pro เสือภูเขา…เจ้าทางฝุ่น
ฉบับที่แล้วเรามีโอกาสได้ทดสอบ Triumph Rocket 3R มัสเซิลไบค์สายครุยเซอร์ที่ทางไทรอัมพ์จัดกรอบให้มันเป็น ‘จอมพลัง’ ในฐานะรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ใหญ่ที่สุดในโลก มาถึงฉบับนี้ผมมีโอกาสได้จับโมเดลในอีกหนึ่งเซกเมนต์ที่ขึ้นชื่อของแบรนด์สัญชาติอังกฤษจากฮิงค์ลีย์ นั่นคือ Adventure โดยในปี 2020 ไทรอัมพ์เลือกลุยตลาดด้วยรถตระกูล “เสือ” แบบ All-new นั่นคือ Tiger 900 ซึ่งสำหรับประเทศไทยของเรามีวางจำหน่ายด้วยกัน 4 รุ่น แบ่งเป็นสายถนนดำ 2 รุ่น คือตัว GT และ GT Pro กับสายทางฝุ่นอีก 2 รุ่น คือ Rally และ Rally Pro
จากจุดเริ่มต้นซึ่งเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่าง Tiger 1200 ถูกกลั่นกรองลงมาเป็นรุ่นที่ย่อมลงมาในรูปแบบของ Tiger 800 จนกระทั่งมาถึงวันนี้ที่ไทรอัมพ์ปรับกระบวนใหม่อีกครั้งขยับขึ้นไปอีก 100 ซีซี เปลี่ยนแปลงรายละเอียดใหม่ทั้งหมดแบบ All new รวมถึงกลายเป็นผู้นำของการปรับอัตราเร่งต้นให้มาเร็วแบบขี่ง่าย ๆ ด้วยเครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงแบบ High torque เมื่อมีเสียงโทรศัพท์กริ๊งกร๊างมาให้เรานำตัวท็อปสุดของสายลุยอย่าง Tiger 900 Rally Pro ไปพิสูจน์สมรรถนะ ผมจึงไม่รอช้านัดแนะกับน้องๆ ทีมเราออกมาเป็นเส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา-ลำตะคลองระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ขี่ไปกลับจัดทั้งบนถนนดำไฮเวย์ ทางฝุ่นและโดดเนินครบรส! 100 ซีซี ที่เพิ่มขึ้นมากับรายละเอียดการปรับเปลี่ยนทั้งหมดจะทำให้มันขี่ดีกว่า Tiger 800 xca ตัวเก่าที่ผมเคยไปทดสอบมาที่โมร็อคโคท่ามกลางหิมะ, ฝนตก, แดดออกและลุยโคลน ขนาดไหน? 900 ตัวนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นยังไง? ก่อนจะไปหาคำตอบเราไปดูการปรับเปลี่ยนในจุดที่สำคัญๆกันก่อนครับ…
แตกต่างแต่ไม่แตกแยก
หัวใจหลักสำหรับเสือใหม่ตัวนี้คงหนีไม่พ้นเครื่องยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบเพิ่มขึ้น New 900cc Power plant ในจุดเริ่มต้นเครื่องยนต์ 3 สูบได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องยนต์ 6 สูบ โดยธรรมชาติของเครื่องยนต์ประเภทนี้จะจุดระเบิดที่ 180°/สูบ และกำหนดให้ข้อเหวี่ยงเป็นตัวบาลานเซอร์ร่วมกับเฟือง Secondary ที่แกนชุดคลัตช์ (ไม่มีเคาเตอร์บาลานเซอร์) ซึ่งมันนิ่มนวลเกินไป สิ่งที่เครื่องยนต์ของ Triumph ได้มาจากเครื่องยนต์ 6 สูบ คือเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของสูบ 1-2-3 การจุดระเบิดแบบ 180° ซึ่งนั่นอาจให้ความโดดเด่น แต่กลับไม่สร้างความแตกต่างทางด้านกำลังงานตามต้องการ สิ่งที่โรงงานในฮิงค์ลีย์อยากได้คือเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร การรวมกำลังงานของเครื่องยนต์ด้วยการจุดระเบิดอย่างรวดเร็วและให้พลังงานทันทีโดยไม่รอรอบ หลังจากได้ข้อสรุปเครื่องยนต์ของ Triumph Tiger จึงถูกกำหนดหลักการและโครงสร้างใหม่ทั้งหมดโดยไม่เหลือแนวคิดและคุณลักษณะของยุคเก่าไว้เลย
สเปกใหม่ของเครื่องยนต์บล็อกนี้กำหนดให้มีการจุดระเบิดเมื่อข้อเหวี่ยงทำมุม 270° ซึ่งไทรอัมพ์เรียกเพลาข้อเหวี่ยงที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้ว่า “T-Plane” โดยกำหนดให้สลักข้อเหวี่ยงตัวแรกและตัวที่สามห่างกัน 180° ส่วนสลักตัวที่สองห่างจากตัวอื่น 90° จึงมีลักษณะคล้ายตัวอักษร T และเรียกการลำดับการจุดระเบิดลักษณะนี้ว่า Triple Crank Firing Order ซึ่งทำให้นึกถึงการจุดระเบิดแบบสูบคู่หรือ “Big Bang” (292°) ที่ใช้ในโมโตจีพี หรือถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดกว่านั้นคือคล้ายกับเพลาข้อเหวี่ยงแบบ Crossplain ข้อดีของการกำหนดลำดับจุดระเบิดลักษณะนี้ นอกจากเรื่องเสียงและคาแรคเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว การเว้นระยะห่างของการจุดระเบิดแต่ละครั้งยังเปิดโอกาสให้ยางนั้นสามารถเกาะถนนได้มากยิ่งขึ้นช่วยให้ผู้ขี่สามารถกลับมาเปิดคันเร่งได้เร็วขึ้นและหนักขึ้นในโค้ง ซึ่งถึงการจุดระเบิดลักษณะนี้ของไทรอัมพ์จะมีห้วงของเวลาในการจุดระเบิดแต่ละครั้งที่สั้นกว่า แต่วิศวกรก็ยังยืนยันว่ามันจะช่วยเสริมฟิลลิ่งของการขับขี่ให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ข้อเหวี่ยงใหม่ยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในจุดเหวี่ยงที่ดันก้านสูบและลูกสูบเคลื่อนตัวสู่ TDC ทำให้เหวี่ยงลงเร็วหลังจากจุดระเบิดแล้วจึงเพิ่มแรงบิดและให้อัตราเร่งที่เร็วยิ่งขึ้น เสื้อสูบใหม่เคลือบสาร Nikasil อลูมิเนียม แข็งแรง ทนแรงเสียดทานและรับแรงเมื่อลูกสูบเคลื่อนลง BDC พร้อมทนแรงเค้นและความเครียดจากแรงบิดสูงสุด และนั่นเป็นที่มาของแรงม้าที่เพิ่มขึ้นอีก 12% ในรอบกลาง รวมถึงการส่งกำลังที่เสถียรไปจนสุดเรดไลน์ ไทรอัมพ์ยังเพิ่มเคาเตอร์บาลานเซอร์เข้าไปเพื่อลดการสั่นเสริมให้ขุมพลังตอบรับการเรียกอัตราเร่งจากการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยงในรอบเครื่องที่แตกต่างกันได้นิ่งและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยชิ้นส่วนใหม่อื่น ๆ ในเครื่องยนต์บล็อกนี้ได้แก่ ก้านสูบและลูกสูบใหม่ รวมไปถึงปั๊มน้ำมันเครื่องใหม่ซึ่งถูกย้ายตำแหน่งให้ช่วยลดความร้อนของเครื่องยนต์ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก
ภาพแรกที่เห็นคือ มันเปลี่ยนทรวดทรงองเอวใหม่ทั้งหมด ดูกระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้น ดูเป็นเสือสายลุยอย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป สีก็ดูดีสมชายชาตรีทำให้อยากสัมผัส สำหรับรถแอดเวนเจอร์ตำแหน่งท่านั่งคือจุดสำคัญที่เป็นตัวกำหนดบาลานซ์ของรถให้ออกมาดูดีและลงตัว ไทรอัมพ์ออกแบบให้ถังน้ำมันตัดป้านไปด้านหน้าเพื่อให้ผู้ขับขี่ทิ้งน้ำหนักตัวกดไว้เมื่อมีการยื่นขี่ และสามารถถอยน้ำหนักตัวมากดด้านหลังเมื่อมีการลุยหนัก ๆ หรือการกระโดด ความสูงของรถซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นค่า CG ของน้ำหนักตกจุดศูนย์ถ่วงอยู่ในตำแหน่งที่ส่งผลให้บาลานซ์ของรถและผู้ขับขี่อยู่ในจุดที่เกาะถนน และเสถียรมาก เบาะนั่งออกแบบมาให้ต่ำโดยใช้ปลายเท้าแตะพื้นได้ทั้งสองข้าง สามารถปรับได้ และให้สมดุลที่มั่นคง ในขณะที่แฮนด์นั้นวางตำแหน่งมาให้สามารถใช้กำลังของช่วงแขน หัวไหล่ พร้อมการยกศอกเมื่อบังคับรถบนทางฝุ่น อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องออกแรงหรือใช้กำลังบังคับมากนัก ช่วยให้การขี่ลุยหรือขับขี่เป็นระยะทางไกลไม่เหนื่อยง่าย ยืนขี่และก้มตัวไปด้านหน้าได้ง่าย ไม่ต้องเกร็งลำตัวมากเพราะตอนกลางของรถมีความเล็กและแคบจนไม่ต้องออกแรงในการหนีบรถมาก
สิ่งที่ทำให้ Tiger 900 Rally Pro ดูโดดเด่นขึ้นไปอีกคือระบบกันสะเทือน Showa ใหม่ทั้งหมด หน้า-หลัง กันสะเทือนหน้าหัวกลับแกน 45 มม. สามารถปรับตั้งได้อิสระเต็มที่ทั้งรีบาวด์,คอมเพรสชั่นและพรีโหลดสปริง ระยะยุบ 240 มม. (มากกว่า GT 60 มม. หน้า/หลัง) ส่วนกันสะเทือนหลังระยะยุบ 230 มม.ปรับได้เต็มที่แบบแมนนวล พรีโหลดสปริง และรีบาวด์ ซึ่งความรู้สึกครั้งแรกอาจจะไปทางนุ่ม นิ่ม แบบดึ๋ง ๆ ไปบ้าง (แต่เดี๋ยวรู้ว่ามันเป็นอย่างไร)… สำหรับโช้คหน้ามีการออกแบบตัวจับเพลาล้อหน้าหรือหัวจับแกนโช้คและขาตัวยึดคาร์ลิปเปอร์ใหม่ ใหญ่ขึ้น วัสดุดี สีสวย ไม่ใช่เฉพาะด้านนอกเพียงอย่างเดียวด้านในก็ทำใหม่ปรับใหม่ให้รองรับน้ำหนักการกระแทกและซึมซับแรงสะเทือนได้อย่างหมดจด ล้อทั้งหน้า-หลังเป็นจุ๊ปเลส เชื่อมต่อโครงสร้างด้วยซี่ลวดซึ่งสร้างความยืดหยุ่นและกระจายแรงได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
อย่างแรกที่ประทับใจเลยคือเสียงของเครื่อง 3 สูบ ที่นุ่ม หนัก ลึกและกังวานไม่เหมือนใคร เสียงของมันทรงพลังเมื่อเร่งเครื่องยนต์ และที่สำคัญเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์คุณจะไม่ได้ยินเสียงของไดสตาร์ทเลยเพราะเขาใช้อัลเทอร์เนเตอร์สตาร์ท คือใช้ไฟฟ้า ซึ่งจุดนี้ต้องบอกว่าเครื่องเรียบ เดินลื่น และเร็วขึ้นอีกโขเลย สิ่งต่อมาที่ผมชอบมากที่สุดคือระบบคลัตช์ เรื่องคลัตช์นี่ไทรอัมพ์ไม่เป็นสองรองใครเลยในเรื่องของความเข้าง่าย เงียบ ไม่มีเสียงดังกั๊กเวลาเข้าเกียร์ 1 ตัด/ต่อกำลังได้หมดจด ผมไม่รอช้ากดเลือกไปที่โหมด Rally Pro ซึ่งแสดงผลบนเรือนไมล์สี TFT ขนาด 7 นิ้วที่สวยเต็มตา
เมื่อเร่งออกตัวอัตราเร่งนั้นมาโดนใจตั้งแต่รอบต่ำ กับกำลังของเครื่องยนต์ที่สั่งให้ม้าออกมากระโดดแซงหน้าเสือ ในโหมด Rally Pro ที่มีการปิดเบรก ABS และ TC รวมถึงปรับการตอบสนองของคันเร่งให้คมขึ้น คันเร่งนั้นตอบรับได้ฉับไวและแม่นยำมากโดยไม่มีอาการหน่วง ระยะเกียร์ของแต่ละเกียร์วางมาลงตัวโดดรับกันตามรอบเครื่องยนต์ โดยมีควิกชิพเตอร์ทั้งขึ้นและลงคอยตัดไฟให้สามารถยัดเกียร์ถัดไปได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ ไม่ต้องปิดคันเร่ง ส่วนเวลาเชนจ์ลงเมื่อลดรอบเครื่องเปลี่ยนเกียร์ต่ำก็มีการเบิ้ลคันเร่งไล่รอบเครื่องให้เล็ก ๆ เมื่อรวมเข้ากับสลิปเปอร์คลัตช์จึงทำให้สามารถรวบเกียร์ต่ำได้โดยล้อหลังไม่ล็อค ซึ่งเพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้ดีมากบนถนน และทำให้ขี่สนุกขึ้นมากบนทางฝุ่น
ด้านบนของรถเมื่อยืนขึ้นระยะจากพักเท้า ลำตัว หัวไหล่ การกางแขนจับไปที่แฮนด์ถือว่าลงตัวดี ไม่น้อยและไม่มากไป สามารถเอนตัวไปด้านหน้าเพื่อกดน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้อย่างไม่รู้สึกขัดหรือเงอะงะ และเมื่อต้องการแชร์น้ำหนักมาด้านท้ายเพื่อสร้างบาลานซ์ก็แค่ดันตัวมาช่วงขาก็ไม่ตึง หลังก็ไม่ต้องเกรงมาก ผ่อนคลายเปลี่ยนให้ร่างกายเป็นสปริงเพื่อรองรับแรง และกระจายการกระแทกได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อมาถึงทางฝุ่นและนั่งพิจารณาตามเหตุผลทางเทคนิคแล้ว ระบบกันสะเทือนในรถประเภทนี้จำเป็นต้องมีความนิ่มนวลก่อนที่มันจะทำงานเคลื่อนตัวเอง นั่นหมายความว่าระบบจะทำงานทุกจุดสมบูรณ์แบบต้องมีการเคลื่อนตัวในการใช้งาน หากปรับให้มันหนืดแข็งตั้งแต่ยังไม่เคลื่อนตัวพอขี่ไปแล้วย่อมทำให้โช้คนั้นรู้สึกกระด้าง และดีดในบางจังหวะที่เราไม่ต้องการ เพราะรถนั้นมีน้ำหนักมากกว่า 220 กก. นี่จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้โช้คของรถแอดเวนเจอร์หลายรุ่นมีอาการน้ำมันรั่ว ซีลแตก เพราะหลายคนไปปรับหนืดจนแข็งมากเกินไปจากความรู้สึกเพียงแรกคร่อม ทำให้เวลาขี่จริง ๆ แรงดันภายในจากคอมเพรสชั่นจึงทะลุทะลวงซีลจนกระเจิง กระจาย
เมื่อวิ่งผ่านทางลูกรังออกมายังสนามดินที่ปรับพื้นไว้และมีเนินกระโดด ด้วยความที่ตากล้องอย่างพี่เฉาก๊วยอยากได้รูปโดดเนินสวย ๆ ผมจึงยกหูโทรไปถามทางไทรอัมพ์พระรามห้าว่ารุ่นนี้โดดได้ไหม? โดดได้ดิพี่!! เมื่อเสียงปลายสายตอบมาเช่นนั้น ผมจึงไม่รอช้าพาเสือดันขึ้นจั๊มที่ออกแบบไว้ประมาณ 45° ในเกียร์ 3 ด้วยรอบเครื่องยนต์ประมาณ 3,500 รอบ/นาที ทั้งรถทั้งคนลอยอยู่ในอากาศที่สูงพอดูเหมือนเพิ่งวิ่งผ่านทางตรงแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหินอยู่บนฟ้าจนแรงดึงดูดกวักมือเรียกกลับลงสู่พื้นโดยไม่มีขัดขืนหรือเสียอาการจนต้องประหลาดใจ (โดดแบบนี้อยู่ 10 กว่ารอบ) คือมันขี่ได้มั่นใจเหมือนรถสูตร ในขณะที่โช้คสามารถรองรับน้ำหนักตัวของรถบวกคนขี่รวมกันเกือบ 300 กก. ได้โดยไม่มีอาการยันดังนั้นการลุยทางขรุขระ ทางฝุ่น ทางเหียกแค่ไหนบนโช้ค Showa คู่นี้ จึงบอกได้เลยว่าไม่มีปัญหา
เครื่องยนต์ความจุกระบอกสูบ 888 ซีซี (เลขสวยเชียว) ที่ให้แรงม้าสูงสุด 93.9 bhp ที่ 8,750 รอบ/นาที และแรงบิด 87 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที เมื่อขี่บนถนนในโหมด Road, Sport นั้นให้แรงบิดที่ดี มาเร็ว ควบคุมง่าย ส่วนโหมด Rally Pro (ที่มีเฉพาะในรุ่นนี้) บนทางฝุ่นการปิด TC อัตโนมัติและปรับคันเร่งให้เหมาะกับการขับขี่แบบ Off-road ของโหมดนี้ให้แรงต้นที่รวดเร็ว และอาจมีหมุนทิ้งบ้าง ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีทักษะไม่มากแต่ยังอยากสนุกบนทางลักษณะนี้ผมแนะนำให้ปรับรถไว้ที่โหมด Off-road เพราะยังเหลือ TC ไว้ช่วยคุมท้ายได้บ้าง
เพื่อทำให้การขี่ลุยและผจญภัยไปตามทางทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ไทรอัมพ์ยังใส่ฟังก์ชั่น Anti-stall หรือกันดับมาให้ในโหมดขับขี่ Off-road กับ Off-road Pro ด้วย ซึ่งจะช่วยเติมรอบเครื่องให้อัตโนมัติเพื่อกันเครื่องดับขณะขี่ลุย หลัก ๆ นั้นพื้นฐานของเครื่องยนต์เขาถูกพัฒนามาโดยเน้นให้มันขี่ง่าย ตอบรับฉับไว ให้กำลังดีอยู่แล้ว เพราะมีการเปลี่ยนตั้งแต่ข้อเหวี่ยง ฝาสูบ กระบอกสูบ ฯลฯ อีกจิปาถะ เมื่อรวมเข้ากับมิติของรถที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ช่วงกลางคอด วางตำแหน่งท่านั่งและบาลานซ์มาได้ดี ที่สำคัญน้ำหนักไม่ได้เยอะอย่างที่คิด (Dry weight 201 กก.) การเล่นบนทางฝุ่นจึงทำได้อย่างสนุก พาวเวอร์สไลด์และคุมได้ง่าย คือมันคล่องตัวและรู้สึกขี่แบบจัดหนักได้มั่นใจกว่าพวกรถแอดเวนเจอร์ที่มีซีซี เกินพันมาก
จริง ๆ แล้วการระบายความร้อนที่ดีที่สุดในความคิดของผมคือระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่ที่ผ่านมาสำหรับ Tiger นั้น รุ่นแรก ๆ อาจใช้เป็นหม้อน้ำตอนเดียว แต่ตอนนี้ออกแบบใหม่เป็นระบบระบายความร้อนแบบ Split-radiator แบ่งหม้อน้ำเป็นสองฝั่งแต่ละฝั่งมีพัดลมไฟฟ้าด้านละตัว แยกออกจากเฟรมอย่างอิสระชัดเจนซึ่งมีข้อดีคือ ได้ห้องเก็บกักในการจุน้ำเพิ่มมากขึ้น สามารถเพิ่มหลอดให้ใหญ่ขึ้น ระบายความร้อนออกจากตัวเครื่องยนต์ได้เร็ว ดูแลรักษาง่ายและแน่นอนว่าตัวบอดี้เวิร์ค (ชุดสี) ของรถยังช่วยให้ความร้อนระบายออกจากช่องระบายอากาศใหญ่ทั้งซ้าย-ขวาโดยที่ไม่ปะทะผู้ขับขี่อีกด้วย (ซึ่งทางเทคนิคแล้วมันโอเคมาก) เมื่อระบายความร้อนได้ดีกำลังเครื่องยนต์ก็ไม่ตก คงความเสถียรได้ตลอดการใช้งาน จากระยะทาง 400 กม. ที่ทดสอบไปไม่รวมขี่บนทางฝุ่นบอกได้เลยว่ามันไม่ได้ร้อนอย่างที่คิดไว้ ตลอดเส้นทางการใช้งานการขยับช่วงขาทั้งสองด้านจึงทำได้อย่างสบายมากโดยไม่กลัวโดนลวก
ลวก บนทางฝุ่นบางช่วงใช้ได้แค่เกียร์ 3 ประมาณ 3,500 – 4,000 รอบ/นาที กำลังของรถในโหมด Rally Pro ถือว่าจี๊ดและพอแบบเหลือ ๆ ส่วนบนถนนช่วงที่ทางเป็นใจเติมรอบได้ความเร็วก็ทะลุไปแตะ 180-190 กม./ชม. ได้ไม่ยากเย็น การตอบสนองของคันเร่งในทุกโหมดกำลังมานุ่มหนักแบบสั่งได้ ทอร์คดี เปิดคันเร่งแค่ไหนมาตามนั้น สิ่งที่น่าประหลาดใจคือตอนขากลับที่ผมปรับโหมด Rally Pro คาไว้ (ปิด TC) พอออกจากทางฝุ่นเข้าทางดำไปสักพัก จังหวะกระทุ้งคันเร่งหนัก ๆ ยางดูอัลที่รัดมามีอาการสไลด์ซึ่งทำให้ท้ายน่าจะหลุดแต่จังหวะในการจุดระเบิดของเครื่องยนต์กลับทำให้ยางนั้นสามารถกลับมาเกาะจับพื้นได้โดยไม่ฝืนการบังคับ (เอ๊ะหรือเพราะเราคุมการสไลด์ได้ดีเอง!?)
แน่นอนถึงแม้ทางฝุ่นเราจะดันไปไม่ถึงรอบสูงสุดของแรงม้าตีนปลายที่ 8,750 รอบ/นาที แต่เมื่อมาห้อบนทางดำผมก็ซัดมันแบบหมดปลอกเลยเหมือนกัน มุมเลี้ยวกระชับ ฉับไว ไม่สะบัดเมื่อเปิดคันเร่งออกจากโค้ง กดคันเร่งได้แบบเร็ว ๆ โดยไม่ต้องรอรอบมากและถ่ายเทน้ำหนักได้ดีจากหน้าไปหลังตอนเปิดคันเร่งในทุกเกียร์ และจากหลังไปหน้าเวลาใช้เบรกหน้าหนัก ๆ โน้มตัวทิ้งน้ำหนักไปด้านหน้าหรือลงทางลาดชัน เห็นได้ชัดว่าไทรอัมพ์หล่อหลอมโครงสร้างและวางสมดุลมาได้ดีมาก กับสมรรถนะและขนาดที่ทำให้การควบคุมรู้สึกเอาอยู่ ตลอดจนรู้สึกสนุกได้ในทุกสภาพทางแบบรับประกันว่าบนทางฝุ่นถ้าไม่ขี่ห้าวเกินจนท้ายขวางเอาไม่อยู่แล้วต้องเอาขามาช่วยยัน คุณจะแทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนักและความใหญ่ของตัวรถเลย
สำหรับผม Tiger 900 Rally Pro จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถแอดเวนเจอร์ที่มีขนาดย่อมลงมาจากรุ่นใหญ่สุด โดยยังมีสมรรถนะ เทคโนโลยี รวมไปถึงความสวยงามที่ไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน กับราคา 659,000 บาท สำหรับรุ่น Rally Pro หรือเริ่มต้นแค่ 549,000 บาท สำหรับรุ่น GT ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนอยากได้เสือทางไกลวิ่งถนนดำหรืออยากได้เสือภูเขาเอาไว้ลุยทางฝุ่นด้วย บอกเลยว่าคุณจะไม่มีทางเสียใจอย่างแน่นอน ไปลองขี่ลองจับกันได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Triumph ทุกสาขาทั่วประเทศครับ
(WORD: SAEN BOONCHOEISAK / PICS BY PAIROJ JAMNANSIL)